ปฐมกาลของสรรพชีวิต
กับการกำเนิดของโลกและจักรวาล
ศิรศักดิ์ เทพาคำ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ในความเงียบที่ยิ่งกว่าเงียบ
ในที่ที่ไกลโพ้นจนเกินจินตนาการ
ทุกอย่างนิ่งสนิทราวกับนิรันดร...ไม่มีแม้แต่กาลเวลามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ไม่มีใครทราบว่าสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นนานเท่าไร
เพราะ ณ ขณะนั้นแม้แต่ กาลเวลา ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น
แต่ในความเงียบ และนิ่งสงัดนั้น
จักรวาลทั้งมวลกำลังหดตัวเข้า..เล็กลง
เล็กลง
จนถึงขีดสุด เหลือเพียงขนาดอณูอะตอมเท่านั้น สภาวะเช่นนั้นรู้จักกันในนามของ สภาวะซิงกูลาริที (Singularity)
ทันใดนั้นเองสิ่งที่ไม่มีใครทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรก็อุบัติขึ้น
การระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาลที่เรียกกันว่า บิก แบง (Big Bang) ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดของ เวลา ในเศษเสี้ยวของเสี้ยววินาที (10-43วินาที) อุณหภูมิความร้อนนับล้านล้านองศา (1027 องศาเซลเซียส) ได้แผ่กระจายรังสีจนทั่วจักรวาล หลอมรวมให้องค์ประกอบของอณูอะตอม อันประกอบด้วย ควากซ์ อิเล็คตรอน นิวตรอน และโปรตอน ได้ก่อกำเนิดขึ้นและหลอมรวมจนกลายเป็นอะตอม.. เป็นกลุ่มก๊าซร้อน เป็นธาตุต่างๆ จนกลายเป็นดวงดาวของแกแล็คซี่ต่างๆ ในท้ายที่สุด
นับถอยหลังได้ราว 15,000 ล้านปีก่อน!
จากการเกิดบิกแบงในครั้ง ปฐมกาล คงไม่เป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงไปนัก ถ้าจะกล่าวว่า การกำเนิดของสรรพสิ่ง..ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตบนโลก ย่อมเกี่ยวพันกับการกำเนิดของโลกและจักรวาลด้วยกันทั้งสิ้น แต่คำถามที่ว่า อะไรเป็นจุดหักเหให้ชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้นมา และแตกต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต? ยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจของนักวิทยาศาสตร์มาช้านาน
.
นับจนถึงปัจจุบันโลกได้ถือกำเนิดขึ้นราว 6,200 ล้านปี โดยในระยะแรกสภาพบรรยากาศของโลกเต็มไปด้วยก๊าซร้อน และลาวาจากภูเขาไฟระเบิด อุณหภูมิของโลกร้อนเสียจนไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดสามารถดำรงอยู่ได้ แต่แล้วเพียงแค่หนึ่งพันล้านปีต่อมา สิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ใกล้เคียงกับสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินก็ถือกำเนิดขึ้น
"ชีวิต เกิดขึ้นได้อย่างไร? ชีวิต มาจากไหนในช่วงระยะเวลาสั้นๆ? ณ วันนี้ คำถามเหล่านี้ยังคงไม่มีคำตอบ และกำลังท้าทายรอให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ได้ค้นพบต่อไป
.
นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามตั้งสมมติฐาน และทำการทดลองพิสูจน์หา จุดกำเนิดของชีวิต มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ การทดลองจำลองเหตุการณ์การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตที่มีผู้กล่าวขวัญถึง และเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดคือ การทดลองของ สแตนลีย์ มิลเลอร์ (Stanley L. Miller) ราวต้นทศวรรษ 1950 ณ ห้องปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งเขาได้พิสูจน์ว่า กรดอะมิโนซึ่งเป็นโมเลกุลพื้นฐานของชีวิตเกิดจากปฎิกิริยาเคมีในยุคแรกของการกำเนิดโลก!
ในขวดทดลองเขาได้จำลองสถานการณ์ มหาสมุทร เมื่อ 4,000 ล้านปีที่แล้ว โดยการให้ความร้อน จนน้ำกลายเป็นไอ แล้วหมุนวนผ่านหลอดทดลองต่าง ๆ ส่วนบนของขวดทดลองเปรียบได้กับชั้นบรรยากาศซึ่งประกอบไปด้วย ก๊าซมีเธน ก๊าซแอมโมเนีย ก๊าซไฮโดรเจน และไอน้ำ จากนั้นก็จำลองฟ้าแลบฟ้าผ่าโดยการบังคับให้ก๊าซต่างๆ ทำปฏิกิริยาผ่านประจุไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จากนั้นนำไอน้ำและก๊าซที่ได้จากหลอดทดลองไปผ่านกระบวนการควบแน่น และผสมกับน้ำส่วนที่เป็น มหาสมุทร เขาพบว่าน้ำที่ได้ในขวดทดลองมีกรดอะมิโน เจือปนอยู่เป็นจำนวนมาก!
จากการทดลองพบว่า มีไกลซีน (glycine) ปรากฎให้เห็นหลังจากการทำปฏิกิริยาในชั้นบรรยากาศ (จำลอง) และผลิตเป็นสารประกอบอย่างง่ายเช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ (formaldehyde) และ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrygen cyanide) ซึ่งสารประกอบทั้งสองได้กลายเป็นองค์ประกอบของชุดปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อไป
หลายปีต่อมา (ภายหลังการทดลองนี้) ได้มีอุกกาบาตตกใกล้กับเมืองเมอร์ชิสัน ประเทศออสเตรเลีย (Murchison, Australia) จากการสำรวจรอบๆ บริเวณ เป็นที่น่าประหลาดใจว่า มีกรดอะมิโนชนิดเดียวกับที่พบในการทดลองของมิลเลอร์จำนวนมากในบริเวณที่อุกกาบาตตก
! เหตุการณ์ครั้งนั้นยิ่งทำให้ทฤษฎีของมิลเลอร์น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
อันที่จริงแนวคิดของมิลเลอร์ได้แรงบันดาลใจมาจากการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย อเล็กแซนเดอร์ โอปาริน (Alexander I Oparin) และนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ฮาลเดน (J.B.S.Haldane) ในปี 1930 ที่ได้ชี้ให้เห็นว่าสารประกอบอินทรีย์ที่จำเป็นต่อชีวิตจะไม่สามารถรวมตัวกันได้บนโลก ถ้าในชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยก๊าซออกซิเจนดังเช่นปัจจุบัน เนื่องจากออกซิเจนจะเข้าไปแย่งจับกับไฮโดรเจนอะตอมจากสารประกอบอื่น ซึ่งจะรบกวนการทำปฏิกิริยาแปรสภาพจากโมเลกุลสารอินทรีย์อย่างง่ายๆ ให้กลายเป็นสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลซับซ้อน โอปาริน และฮาลเดนได้เสนอแนวคิดที่ว่าบรรยากาศของโลกในยุคแรกๆ คล้ายกับสภาพบรรยากาศนอกโลก ซึ่งมีออกซิเจนน้อยแต่อุดมไปด้วยก๊าซไฮโดรเจนจำนวนมาก ดังนั้นไฮโดรเจนอะตอมจึงสามารถเข้าทำปฏิกิริยากับก๊าซต่างๆ เช่น มีเธน (CH4) และแอมโมเนีย (NH3) ซึ่งอาจทำให้แปรสภาพเป็นสารอินทรีย์ต่างๆ ที่มีความซับซ้อนได้ง่ายขึ้น
จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ต่อมามีการทดลองอีกเป็นจำนวนมากที่ได้ยืนยัน ปรากฏการณ์การกำเนิดของกรดอะมิโน ว่าสามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายในสภาพที่ออกซิเจนต่ำ (reducing condition) และไม่พบกรดอะมิโน หรือพบได้น้อยมากในสภาพแวดล้อมที่มีปริมาณก๊าซออกซิเจนสูง (oxidizing condition)
ในปี 1961 ฮวน โอโร (Juan Oro) แห่งมหาวิทยาลัยฮุสตัน (University of Houston) ได้พยายามพิสูจน์ว่ากรดอะมิโนจะสามารถเกิดขึ้นได้เองในปฏิกิริยาที่ง่ายกว่าการทดลองของมิลเลอร์หรือไม่ โดยเขาเพียงผสมไฮโดรเจน ไซยาไนด์ และแอมโมเนีย ลงในสารละลายโดยปราศจากการเติมอัลดีไฮด์เพื่อเร่งปฏิกิริยา เป็นที่น่าประหลาดใจว่า เขาก็ยังสามารถพบกรดอะมิโนในสารละลายด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเขากลับพบ อะดินีน โมเลกุลที่มีความซับซ้อนปนอยู่เป็นจำนวนมาก!
อะดินีน เป็นหนึ่งในสี่สารประกอบ (เบส) สำคัญ ที่เป็นองค์ประกอบหลักของอาร์เอ็นเอ และดีเอ็นเอ อะดินีนยังเป็นส่วนประกอบของ เอทีพี (ATP: Adenine Triphosphate) ซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญที่ให้พลังงานแก่สิ่งมีชีวิตทั้งมวล!
การทดลองของโอโรชี้ให้เห็นว่า จุดกำเนิดของชีวิต ไม่ได้เกิดขึ้นยากเย็นอย่างที่คิด
การทดลองในระยะต่อมาได้แสดงให้เห็นถึงการเกิดกรดนิวคลีอิกชนิดต่างๆ จากการทำปฏิกิริยา ไฮโดรเจนไซยาไนด์ และสารประกอบไซยาโนเจน (Cyanogen: C2N2) และ ไซยาโนอะเซททิลีน (Cyanoacetylene: HC3N) และพิสูจน์ให้เห็นว่า กรดนิวคลีอิก และส่วนประกอบของโปรตีนเกิดขึ้นได้อย่างไร ในสภาวะแรกของการกำเนิดชีวิตบนโลก
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งอัศจรรย์ก็คือ สารประกอบเหล่านั้นสามารถพบได้ในอวกาศ กรดอะมิโนหลายจำพวกที่มีบางส่วนพบในการทดลองของมิลเลอร์ ถูกพบในซากอุกกาบาตที่อุดมไปด้วยคาร์บอน พร้อมกับอะดินีน และกัวนีน (purine bases) น้ำ แอมโนเนีย ฟอร์มัลดีไฮด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ และไซยาโนอะเซททิลีน ก็พบได้เช่นกันในบริเวณที่มีดวงดาวเกิดขึ้นมาใหม่ หรือในบริเวณที่เรียกว่า Interstellar Dust Clouds
อาจเป็นเหตุ บังเอิญ หรือ ด้วยเหตุใดก็ตามที่สารประกอบอินทรีย์ในอวกาศ มีโครงสร้างเดียวกับสารประกอบที่เกิดจากการทดลองเคมีจำลองสภาพการเกิดของโลกในยุคแรกๆ และดูเหมือนว่าทฤษฎีของโอปาริน และฮาลเดนจะสมเหตุสมผลและสามารถอธิบาย จุดกำเนิดของชีวิต ได้เป็นอย่างดี
หากไม่มีการค้นพบสภาพของบรรยากาศโลกในอดีตที่แท้จริง
หลักฐานสภาพบรรยากาศของโลกซึ่งค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ได้ชี้ให้เห็นว่า โลกในสมัยก่อนไม่ได้มีลักษณะดังเช่นมิลเลอร์ได้ตั้งสมมติฐานไว้ คือเต็มไปด้วยก๊าซไฮโดรเจน และขาดออกซิเจน !!
ซึ่งการค้นพบดังกล่าวได้สั่นคลอนทฤษฎี จุดกำเนิดชีวิต ของนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก และทำให้มีข้อสงสัยว่าสารประกอบอินทรีย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลอดทดลองจำลองสภาพบรรยากาศของโลกในอดีต สามารถเกิดขึ้นได้เองไม่ว่าในชั้นบรรยากาศจะมีปริมาณไฮโดรเจน มีเธน และ แอมโมเนีย สูงขึ้นหรือน้อยลงเพียงไร
และเพื่ออธิบายการค้นพบสารประกอบอินทรีย์ในห้วงอวกาศ ทำให้มีการชักนำทฤษฎี จุดกำเนิดชีวิต ขึ้นอีกบทหนึ่ง
นั่นคือ กรดอะมิโน และสารประกอบอินทรีย์สำคัญของสิ่งมีชีวิตอาจมาจาก นอกโลก ในห้วงอวกาศ จากการที่มีอุกกาบาตตกจำนวนมาก หรือ ดาวหางพุ่งชนโลก เมื่อ 4,000 ล้านปีก่อน
ผลึกเซลล์รังผึ้งของธาตุเหล็กซัลไฟด์
ซึ่งคิดว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็น
จุดกำเนิดของชีวิต |
หรืออาจเป็นไปได้ว่าชีวิตไม่ได้กำเนิดขึ้นบนผิวโลก แต่อาจเกิดขึ้นใต้ทะเลลึก.. ดังเช่นที่มาร์ติน (Martin) และรัซเซล (Russell) ได้เสนอทฤษฎีใหม่ที่ว่า องค์ประกอบพื้นฐานของชีวิต (กรดอะมิโน) ถือกำเนิดขึ้นมาภายในเซลล์รังผึ้ง (Honeycomb) ที่เกิดจากการตกผลึกของธาตุเหล็กซัลไฟด์ (Iron Sulfide) ใต้พื้นทะเลลึกเมื่อประมาณ 4,000 ล้านปีที่แล้ว (Martin and Russell, 2002) และแม้ว่าหลายคนจะเห็นด้วยว่า ช่องว่างในผลึกของเหล็กซัลไฟด์ จะมีสภาวะที่เหมาะสมในการกำเนิดสารอินทรีย์พื้นฐานของชีวิตเพียงไรก็ตาม แต่ทฤษฎีดังกล่าวก็ไม่ได้ตอบคำถาม หรือเติมข้อมูลส่วนที่ขาดหายไปให้เต็มได้ว่า สารอินทรีย์พื้นฐานเหล่านั้นจะสามารถเปลี่ยนไปเป็นโมเลกุล ที่มีความสลับซับซ้อน เช่นเอ็นไซม์ต่างๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของชีวิตได้อย่างไร?
สมมติฐานที่น่าเชื่อถืออีกบทหนึ่งซึ่งพยายามอธิบายจุดกำเนิดของชีวิต โดยอาศัยกลไกและกระบวนการจำลองตัวเองของอาร์เอ็นเอในธรรมชาติ สมมติฐานที่ว่าก็คือ สมมติฐานโลกอาร์เอ็นเอ (RNA-world Hypothesis) โดยมีแนวคิดที่ว่านิวคลีโอไทด์โมเลกุล ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นอาร์เอ็นเอ เกิดจากการรวมตัวของปฏิกิริยาเคมีระหว่างน้ำตาลไรโบส ผสมกับกรดนิวคลีอิก และฟอสเฟต จากนั้นโมเลกุล ไรโบนิวคลีโอไทด์ ที่เกิดจากการรวมตัวเหล่านี้ได้เชื่อมต่อกันจนกลายเป็น สายโพลีเมอร์ จำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นสามารถจำลองตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ แม้ทฤษฎีนี้ฟังดูน่าจะเป็นไปได้แต่ทว่าในสภาวะที่ไม่มีเอ็นไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา พบว่าการสังเคราะห์น้ำตาลไรโบสเป็นไปได้ยากมาก
เป็นที่ทราบกันดีว่าน้ำตาลไรโบสสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้จากการทำปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอนของสารประเภทฟอร์มัลดีไฮด์ แต่ทว่าเมื่อปฏิกิริยาเสร็จสิ้นมักพบว่ามีน้ำตาลชนิดอื่นเกิดขึ้น ปะปนมาด้วยจำนวนมาก ซึ่งน้ำตาลเหล่านี้กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการอธิบาย สมมติฐานโลกอาร์เอ็นเอ เนื่องจากน้ำตาลเหล่านี้จะเข้ามาแย่งจับกับกรดนิวคลีอิก และกลายเป็นสารประกอบที่ยับยั้งการสร้างอาร์เอ็นเอ และการจำลองตัวในท้ายที่สุด
แม้จะมีผู้เสนอแนวคิดต่างๆ มากมายเกี่ยวกับสมมติฐานโลกอาร์เอ็นเอ หากทว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดค้นพบปฏิกิริยาเคมีลูกโซ่การสังเคราะห์อาร์เอ็นเอที่เกิดขึ้นในธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานการวิวัฒนาการของจุลินทรีย์ในยุคดึกดำบรรพ์ ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าวิวัฒนาการของอาร์เอ็นเอมีความสำคัญต่อการกำเนิดของชีวิตเพียงไร ทั้งนี้เนื่องจากอาร์เอ็นเอ เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโปรตีน อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างดีเอ็นเอ และการกำเนิดของเซลล์
ปริศนา จุดกำเนิดของชีวิต คงยังไม่สามารถหาคำตอบได้ในเร็ววัน แต่ก็ดูเหมือนว่าในระหว่างทางนั้น เราจะได้รับความรู้และเข้าใจกลไกต่างๆ ของชีวิตมากขึ้นเป็นลำดับตามความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่นนั้นจึงอาจมีซักวันที่เราจะสามารถหาคำตอบ ชีวิตมาจากไหน ? พร้อมๆ กับตอบคำถามว่า จุดกำเนิดของสรรพสิ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ทั้งนี้เพราะทุกสรรพสิ่งในจักรวาลล้วนมาจากจุดกำเนิดเดียวกันนั่นเอง!
โพสต์เมื่อ 19 ธันวาคม 2550
ตีพิมพ์ในวารสาร @ll BIOTECH ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน 2546 |