นานาชาติเห็นชอบใช้ผลวิจัยของไบโอเทคตั้งเป็นค่ามาตรฐานปริมาณความเข้มข้นฮีสตามีนในน้ำปลาแท้

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำปลามากที่สุดในโลก โดยบริโภคภายในประเทศร้อยละ 95 (ปีละ 6,000 ล้านบาท)  อีกร้อยละ 5 ผลิตเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์น้ำปลานั้นถูกกำหนดโดยประเทศคู่ค้า และ CODEX Alimentarius ซึ่งกำหนดค่าฮีสตามีนในน้ำปลาเท่ากับ 200 ppm หรือมีค่าไม่เกิน 20 mg histamine /100g fish sauce ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ตั้งมาจากข้อมูลการบริโภคอาหารประเภทน้ำปลาและผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาอื่นๆ ทั้งนี้ค่ามาตรฐานดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมที่จะใช้กับน้ำปลา เนื่องจากปริมาณการบริโภคอาหารประเภทปลาและผลิตภัณฑ์อาหารจากปลานั้นมีปริมาณมากกว่าการบริโภคน้ำปลาที่เป็นผลิตภัณฑ์ปรุงรสซึ่งมีปริมาณการบริโภคที่น้อยมากต่อมื้อ ดังนั้นปริมาณฮีสตามีนที่ควรมีในน้ำปลาน่าจะสูงกว่าระดับที่กำหนดไว้   ไบโอเทค เล็งเห็นความสำคัญที่จะต้องทำการศึกษาวิจัยด้านการประเมินความเสี่ยงจากฮีสตามีนที่ได้รับจากการบริโภคน้ำปลาแท้ เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลที่นำไปตั้งค่ามาตรฐานของปริมาณฮีสตามีนในน้ำปลาแท้ได้  ดร.รุจ วัลยะเสวี สังกัดห้องปฎิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร หน่วยปฏิบัติการวิจัยกลางไบโอเทค จึงได้ร่วมกับ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ทำการศึกษาวิจัยการประเมินความเสี่ยงของสารฮีสตามีนในผลิตภัณฑ์น้ำปลา ระหว่าง 1 สิงหาคม 2551 – 31 ตุลาคม 2551 โดยประเมินความเสี่ยงต่อการบริโภคฮีสตามีนที่ได้รับจากการบริโภคน้ำปลาแท้ที่ผลิตในประเทศไทย ประเมินค่ามาตรฐานปริมาณฮีสตามีนที่ควรจะมีได้ในน้ำปลา   

ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า ฮีสตามีนเพียงสารเดียวนั้นไม่ใช่สาเหตุของโรค Histamine poisoning ทั้งหมด จึงยังไม่สามารถสรุป Dose response ของฮีสตามีนในอาหารได้ ดังนั้นในหลายประเทศจึงได้ตั้งมาตรฐานฮีสตามีนจากข้อมูลการระบาดและจากความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาได้ใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่ระบุใน Hazard characterization เพื่อนำมาประมาณปริมาณความเข้มข้นของฮีสตามีนที่สามารถมีได้ในน้ำปลาแท้ โดยที่จะไม่ทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการเจ็บป่วยจากโรค Histamine poisoning จากการบริโภคน้ำปลาแท้ ซึ่งค่าที่คำนวณได้สูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดในในหลายๆ ประเทศ ได้แก่ EU, Australia, Canada และ CODEX ซึ่งกำหนดมาตรฐานอยู่ที่ 200 ppm เพราะฉะนั้นค่ามาตรฐานน่าจะเพิ่มสูงกว่าปัจจุบันได้ เนื่องจากปริมาณการบริโภคน้ำปลาน้อยกว่าผลิตภัณฑ์อาหารจากปลามาก จึงเห็นควรใช้มาตรฐานที่ต่างจากมาตรฐานอาหารประเภทปลา 

ผลจากการศึกษาดังกล่าว ได้มีการนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการโคเด็กซ์สาขาสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (Codex Committee on Fish and Fishery Products; CCFFP) ครั้งที่ 30 เมือง Agadir ราชอาณาจักรโมรอคโค เมื่อวันที่ 24 กันยายน – 4 ตุลาคม 2552 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 230 คนจาก 79 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศจำนวน 2 องค์กร ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบต่อร่างมาตรฐานโดยให้การรับรอง  Proposed Draft Standard for Fish Sauce โดยเห็นชอบให้ฮีสตามีนต้องมีค่าไม่เกิน 400 ppm หรือมีค่าไม่เกิน 40 mg histamine/100g fish sauce ตามที่ประเทศไทยเสนอ ทั้งนี้อ้างอิงจากผลการประเมินความเสี่ยงของฮีสตามีนในน้ำปลาที่ศึกษาโดย ไบโอเทค และเห็นชอบให้ใช้วิธี AOAC 977.13 ในการวิเคราะห์ฮีสตามีนเพียงวิธีเดียว นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีความเห็นว่าในอนาคตควรมีการพัฒนาแผนการสุ่มตัวอย่างฮีสตามีนในน้ำปลาด้วย 

ประกาศเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2552

ข่าวสารองค์กร