นักวิจัยไทยร่วมทีมนานาชาติ ตามรอยประชากรภูมิภาคเอเชีย สำเร็จ และได้รับการตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Science

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถลงข่าว “นักวิจัยไทยร่วมทีมนานาชาติ ตามรอยประชากรภูมิภาคเอเชีย สำเร็จ และได้รับการตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Science” ภายใต้โครงการ “Mapping Human Genetic Diversity in Asia” หรือ ตามรอยชาติพันธุ์ของประชากรภูมิภาคเอเชีย โดย ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกียรติเป็นประธาน และกล่าวว่า “ประโยชน์ที่ได้จากการทำวิจัยในครั้งนี้นำไปสู่ความเข้าใจด้านวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถนำเอาความรู้นี้ไปใช้ประโยชน์ในงานวิจัยด้าน ระบาดวิทยาพันธุศาสตร์ นิติวิทยาศาสตร์ และ พันธุศาสตร์ประชากร ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านโรคพันธุกรรมและการรักษาโรคต่อไปในอนาคตได้” 

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของกลุ่มนักวิจัยประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย มีนักวิทยาศาสตร์จำนวน 90 คน จาก the Human Genome Organization’s (HUGO’s) Pan-Asian SNP Consortium ได้แก่  สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์  ไต้หวัน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย นำโดยผู้อำนวยการ สถาบันจีโนมแห่งสิงคโปร์ ศาสตราจารย์ เอ็ดดิสัน ลิว (Professor Edison Liu) ได้ร่วมกันศึกษา ความหลากหลายทางชาติพันธุ์จากข้อมูล ความหลากหลายทางพันธุกรรมของมนุษย์ ร่วมกับข้อมูลพื้นเพ และข้อมูลการใช้ภาษาของแต่ละชนเผ่า ในภูมิภาคเอเชีย 73 กลุ่ม จำนวน 1928 คน สำหรับประเทศไทย นำทีมวิจัยโดย ศ. นพ. สุทัศน์ ฟู่เจริญ จากมหาวิทยาลัยมหิดล รศ. ดร. ดาวรุ่ง กังวานพงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ. นพ. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร. ศิษเฎศ  ทองสิมา นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยสำเร็จได้จากการ   วางแผนงาน 3 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่ 

1.     เก็บตัวอย่างเลือดของชนพื้นเมืองของแต่ละประเทศ ซึ่งในประเทศไทยนำทีมโดย รศ. ดร. ดาวรุ่ง กังวานพงศ์ ผู้ร่วมทีม คือ ดร. เมธวี ศรีคำมูล (ปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร) และ           ดร.จตุพล คำปวนสาย จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการเก็บตัวอย่างเลือดจากชาวเขาเผ่าต่างๆ  จำนวน 13 เผ่า ได้แก่ กะเหรี่ยง แม้ว เย้า ไทยวน ไทลื้อ ไทยอง ไทเขิน ลัวะ มอญ ถิ่น ปะหล่อง พล่าง และมลาบรี รวมทั้งสิ้น 256 คน

2.     ทำจีโนไทป์ด้วยเทคโนโลยี Affymetrix SNPArray 50K ที่ประเทศสิงคโปร์ โดย ดร.เมธวี ศรีคำมูล   ด้วยความสนับสนุนของ Genome Institute of Singapore ซึ่งมี Dr. Mark Seielstad เป็นผู้ดูแล เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย  ซึ่งช่วยให้การวิเคราะห์ดีเอ็นเอทำที่มีกระบวนการหลายขั้นตอน เป็นไปอย่างมีมาตรฐานและมีความถูกต้องแม่นยำ

3.     วิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างประชากร การย้ายถิ่น ความใกล้ชิดทางชาติพันธุ์  โดยผู้แทนประเทศไทยที่เข้าร่วมคือ ดร. ศิษเฎศ ทองสิมา นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ  (ไบโอเทค) อีกทั้งยังเป็นผู้นำในการสร้างฐานข้อมูลอีกด้วย

การศึกษานี้ได้ดำเนินการทั้งภายในและระหว่างกลุ่มประชากรในทวีปเอเชีย พบว่า ต้นกำเนิดพันธุกรรมของกลุ่มประชากร มีความสัมพันธ์อย่างมากกับชาติพันธุ์และกลุ่มชนที่ใช้ภาษาเดียวกัน การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามีการอพยพครั้งใหญ่หนึ่งครั้งของมนุษย์เข้าไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าจะเป็นการอพยพหลายระลอกจากทั้งทางใต้และทางเหนือ อย่างที่เคยมีผู้เสนอไว้ก่อนหน้า แสดงว่าประชากรมีการเคลื่อนย้ายจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปทางเอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือยิ่งไปกว่านั้น การค้นพบครั้งนี้ ยังเป็นพื้นฐานของการทราบเอกลักษณ์ของกลุ่มพันธุกรรม ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาพันธุศาสตร์และพันธุศาสตร์เภสัชกรรมในเอเชียอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นการตรวจสอบเชื้อชาติในแง่กฎหมาย การตรวจสอบ เอกลักษณ์บุคคล การตรวจสอบความเสี่ยงต่อการเกิดโรค การตรวจสอบประสิทธิผลของการใช้ยา และการตรวจ สอบการแพ้ยา เป็นต้น โดยความสำเร็จของการค้นพบครั้งนี้จะได้รับการตีพิมพ์ในระบบออนไลน์ของวารสาร Science ในวันที่ 10 ธันวาคม 2552 ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งตรงกับวันที่ 11 ธันวาคม ของประเทศไทย 

ศาสตราจารย์ เอ็ดดิสัน ลิว (Professor Edison Liu) หนึ่งในทีมผู้เขียนบทความ และผู้อำนวยการสถาบันจีโนม ประเทศสิงคโปร์ และประธานของ Human Genome Organization ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและผู้ประสานงานหลักของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า “การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ไม่เพียงแต่เป็นการร่วมมือกันทางวิทยาศาตร์เท่านั้น      แต่ยังมีการก่อตั้งเป็นกลุ่มสมาคมขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วยในประเทศแถบเอเชีย 10 ประเทศ ซึ่งมีความตั้งใจร่วมกันที่จะทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องงบประมาณที่จำกัด  วิธีทำงานที่แตกต่างกัน โดยอาศัยความร่วมมือ ความตั้งใจที่ดี และความเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรม” 

ด้าน รศ. นพ. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รอง ผอ. สวทช. กล่าวว่า “สวทช. ได้ผลักดันและสนับสนุนการวิจัยด้านจีโนมและพันธุกรรมมนุษย์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว สำหรับในโครงการนี้ นอกจากมีส่วนร่วมในการเข้าร่วม   เจรจากับกลุ่มผู้ริเริ่มนานาชาติในช่วงต้นแล้ว ยังได้ดำเนินการประสานงานและผลักดันในเกิดการทำงานขึ้นระหว่างทีมนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ในประเทศไทย” 

ศ. นพ. สุทัศน์ ฟู่เจริญ ให้ความเห็นว่า “โครงการนี้เป็นการแสดงความสามารถทางด้านความร่วมมือของนักวิจัย ซึ่งไม่ว่าแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไร แต่งานวิจัยนี้ก็สามารถสำเร็จได้ และท้ายที่สุดจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าของมนุษยชาติในอนาคต” 

รศ. ดร. ดาวรุ่ง กังวานพงศ์ กล่าวว่า “เราใช้ประชากรในการศึกษามาจาก 13 กลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณอาสาสมัครทุกท่านที่ให้ตัวอย่างเลือดในการทำวิจัย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยชาวเขา และผู้นำชุมชนระดับกำนันและผู้ใหญ่บ้านที่ให้ความอนุเคราะห์และประสานงานเชิญอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ ด้วยความสนใจในงานวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของตน โดยไม่มีปัญหาหรือความรู้สึกว่าเป็นการแบ่งแยกทางเชื้อชาติเลยแม้แต่น้อย” 

ดร. ศิษเฎศ ทองสิมา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการวิจัยขั้นพื้นฐานอย่างโครงการนี้นอกจากจะผลักดันให้เกิดความตื่นตัวในแง่ความร่วมมือแล้วยังเพิ่มศักยภาพของนักวิจัยได้จากการเรียนรู้การทำงานร่วมกับนานาประเทศ ข้อมูลและองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากโครงการสามารถนำไปต่อยอดงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อคนไทยได้ 

ความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้โครงการ “Mapping Human Genetic Diversity in Asia” หรือ ตามรอยชาติพันธุ์ของประชากรภูมิภาคเอเชีย แสดงให้เห็นถึงความความสามารถของนักวิจัยจากนานาประเทศในการร่วมมือกันทำงานด้านจีโนมและพันธุศาสตร์ร่วมกัน จนสามารถสร้างผลงานที่เกิดประโยชน์ในแต่ละประเทศและภูมิภาคเอเชีย         

PRESS

ประกาศเมื่อ 17 ธันวาคม 2552

 

 
 

ข่าวสารองค์กร