กระทรวง “วิทย์-สาธารณสุข” ร่วมมือวิจัยผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

(วันที่ 12 กรกฎาคม 2552) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานวัคซีน ไข้หวัดใหญ่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม ว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สามารถวิจัยคิดค้นเชื้อไวรัสต้นแบบ ที่จะใช้ทำการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ใกล้สำเร็จแล้ว ส่วนองค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกในการจัดสร้างโรงงาน วัคซีนไข้หวัดใหญ่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถเปิดดำเนินการได้แล้ว และทั้งสองกระทรวง จะร่วมมือกันพัฒนาและผลิตวัคซีนอย่างเร่งด่วน คาดว่าจะได้วัคซีนให้คนไทยใช้ก่อนสิ้นปีนี้
 

  Sakarin รองศาสตราจารย์ ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการ สวทช. รายงานความก้าวหน้าการสร้างสายพันธุ์ไวรัสเพื่อพัฒนาไปเป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก่อนพิธีเปิดโรงงานใข้หวัดใหญ่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2552

นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมการรองรับ การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในอนาคต รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 1,411.7 ล้านบาทให้แก่องค์การเภสัชกรรม เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ระดับอุตสาหกรรมด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการประกวดราคาก่อสร้างโดยจะต้องใช้เวลาอีก3ปีจึงจะสามารถดำเนินการผลิตได้ ในสถานการณ์เฉพาะหน้านี้ จะต้องพึ่งพาความสำเร็จของโรงงานวัคซีน ระดับกึ่งอุตสาหกรรม ที่องค์การอนามัยโลกสนับสนุนอยู่ 

  

 68E43 Presentation2  ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัย ไบโอเทค (ภาพซ้าย) และ ศ.นพ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (ภาพขวา) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการวิจัยสร้างไวรัสสายพันธุ์ที่จะใช้ทำวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วยเทคโนโลยีรีเวอร์สเจเนติกส์ทั้งชนิดสำหรับใช้ผลิตวัคซีนเชื้อเป็น และชนิดสำหรับผลิตวัคซีนเชื้อตายในไข่ไก่ฟัก

ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับการอนุเคราะห์เชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่แยกได้จาก ผู้ป่วยคนไทย จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการวิจัย เพื่อให้ได้เชื้อไวรัสต้นแบบที่จะใช้ทำการพัฒนาและผลิตเป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่โดย โรงงานระดับกึ่งอุตสาหกรรมขององค์การเภสัชกรรมทันที ซึ่งคณะนักวิจัยของสวทช. คือ ศ.นพ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล และ ดร.อรปรียา ทรัพย์ทวีวัฒน์ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)ได้ร่วมกันวิจัยสร้างไวรัส สายพันธุ์ที่จะใช้ทำวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วยเทคโนโลยีรีเวอร์สเจเนติกส์ทั้งชนิดสำหรับใช้ผลิตวัคซีนเชื้อเป็น และชนิดสำหรับผลิตวัคซีนเชื้อตายในไข่ไก่ฟัก ขณะนี้เหลือเพียงการทดสอบความสามารถในการเพิ่มจำนวนให้ได้ปริมาณมาก ความปลอดภัยและความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองเมื่อดำเนินการวิจัยเรียบร้อยแล้วจะส่งมอบให้องค์การเภสัชกรรมทันที เพื่อเป็นตัวเลือกสำรองในการผลิตวัคซีนต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ในการบริหารจัดการงานวิจัยด้านไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ สวทช. สามารถประสานงานกับนักวิจัยที่เกี่ยวข้องมาร่วมการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จนเกิดความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ สวทช. ต้องขอขอบคุณนักวิจัยจากหน่วยงาน และสถาบันต่างๆ ที่ได้ให้ความร่วมมือ และคำแนะนำที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินงานในครั้งนี้

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ระดับกึ่งอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนขององค์การอนามัยโลก โดยมีการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งมีประสบการณ์ในการผลิตวัคซีนมากว่า20ปี ขณะนี้กำลังรอไวรัสต้นแบบจากองค์การอนามัยโลกซึ่งได้มาจากประเทศรัสเซีย และจะมาถึง เมืองไทยในวันที่ 16 กรกฏาคมนี้ หลังจากนั้นก็จะทำการผลิตเพื่อทดลองในสัตว์และในคนทันที โดยทางองค์การอนามัยโลกมั่นใจว่าจะได้ผลและได้วัคซีนที่ปลอดภัยใช้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนไวรัสต้นแบบจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เมื่อสำเร็จแล้วก็จะนำมาทดลองพัฒนาและผลิต ในโอกาสต่อไป การที่นักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถวิจัยสายพันธุ์ไวรัสต้นแบบเพื่อการ ผลิตวัคซีนขึ้นได้นี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะหากมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ ในอนาคตเราก็จะไม่ต้องพึ่งพาเชื้อไวรัสต้นแบบจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้คนไทย ได้ใช้วัคซีนเร็วขึ้น ทั้งนีระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตนได้พบกับนางมาร์การเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ซึ่งได้ให้คำรับรองว่า องค์การอนามัยโลกจะให้การสนับสนุนทุกวิถีทาง ให้เกิดผลสำเร็จ และไทยจะเป็นประเทศ กำลังพัฒนาประเทศแรกที่องค์การอนามัยโลกให้การสนับสนุนการผลิตวัคซีนจนสำเร็จ

ด้าน นพ. วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า เชื้อไวรัสต้นแบบที่องค์การอนามัยโลกส่งมาให้จากรัสเซียนี้ ได้มีการทดสอบในสัตว์ทดลอง มาแล้วระดับหนึ่ง เป็นเชื้อไวรัสที่ใช้ผลิตวัคซีนชนิดเชื้อเป็น ซึ่งให้โดยวิธีการพ่นเข้าทางจมูก ไม่ต้องฉีดด้วยเข็มฉีดยา สะดวกและปลอดภัย ต่างจากวัคซีนที่ทำจากเชื้อตาย ซึ่งต้องให้โดยการฉีด วัคซีนเชื้อเป็นนี้มีการใช้ในรัสเซียมาแล้วกว่า 30 ปี และสหรัฐอเมริกาก็ให้การรับรองใช้แล้วกว่า 3  ปี ที่สำคัญที่สุดก็คือโรงงานวัคซีนระดับกึ่งอุตสาหกรรมนี้หากผลิตวัคซีนเชื้อเป็น จะผลิตได้สูงสุดถึง 2 ล้านโดสต่อเดือน  แต่ถ้าเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายจะได้เพียง 1 แสนโดสต่อเดือนเท่านั้น นอกจากนี้ องค์การเภสัชกรรมยังอยู่ระหว่างการร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ในการปรับปรุงโรงงานวัคซีนที่ปากช่อง เพื่อให้สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตวัคซีนของโรงงานกึ่งอุตสาหกรรมนี้ขึ้นอีก 3 เท่า โดยเราได้มีข้อตกลงที่จะมอบให้องค์การอนามัยโลกร้อยละ 10 ของวัคซีนที่เราผลิตได้

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมกล่าวว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการสั่งจองซื้อวัคซีน ที่ทำจากไวรัสเชื้อตายจากบริษัทซาโนฟี แล้ว 1 ล้านโดส วงเงิน 5 ล้านยูโร จะได้วัคซีนราวต้นเดือน ธันวาคมนี้ ทั้งนี้ทางบริษัทได้ขอให้รัฐบาลไทยเป็นผู้รับภาระเองหากเกิดอันตรายจากการใช้วัคซีนนี้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวกันที่ขายให้กับประเทศต่างๆทั่วโลก เหตุที่ต้องสั่งจองซื้อวัคซีนเชื้อตาย ทั้งๆที่โรงงานวัคซีนของไทยก็กำลังจะผลิตวัคซีนเชื้อเป็นได้อยู่แล้ว ก็เพราะมีคนบางกลุ่ม ไม่สามารถใช้วัคซีนที่ทำจากไวรัสเชื้อเป็นได้ เช่นผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และผู้ที่สูงอายุมากๆ เป็นต้น จึงต้องมีการสำรองวัคซีนไว้ทั้งสองแบบ

นายอุทัย ดุลยเกษม อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรกล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยรู้สึกเป็นเกียรติที่ กระทรวงสาธารณสุขให้ความไว้วางใจมาใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัย เป็นที่พัฒนา โรงงานกึ่งอุตสาหกรรมนี้และได้ดำเนินการอย่างเป็นมาตรฐานโดยการกำกับและสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากองค์การอนามัยโลก มหาวิทยาลัยได้มีคณะผู้เชี่ยวชาญของคณะเภสัชศาสตร์ร่วม ในการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และมั่นใจในความปลอดภัยและมาตรฐานของโรงงานนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวิจัยและการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยด้วย ทั้งนี้มหาวิทยาลัยถือเป็นภารกิจบริการสังคมที่ผู้บริหารทุกระดับต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ 

ประกาศเมื่อ กรกฎาคม 2552

 

 
 

ข่าวสารองค์กร