เชื้อราหลังน้ำลด

โดย ดร. สายัณห์ สมฤทธิ์ผล
นักวิจัยห้องปฏิบัติการราวิทยา ไบโอเทค
สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก จัดเป็นจุลินทรีย์ประเภทหนึ่ง เชื้อราไม่สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตอาหารเองได้ แต่ได้รับอาหารจากการสร้างเอนไซม์ย่อยสลายวัสดุอาศัยแล้วดูดซึมเข้าสู่เซลล์ เซลล์ของเชื้อรามักรวมกันเป็นเส้นใย โครงสร้างเส้นใยของเชื้อราไม่ซับซ้อน ไม่มีระบบท่อลำเลียงน้ำ ทำให้เชื้อราต้องอาศัยความชื้นจากสิ่งแวดล้อมในการเจริญเติบโต ดังนั้นสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อราคือสภาวะที่อากาศไม่ระบายและมีความชื้นสูง หรือสภาวะอับชื้นนั่นเอง เชื้อราส่วนใหญ่แพร่กระจายพันธุ์โดยการสร้างสปอร์

4_1 

เชื้อรามีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ แต่หากเกิดสภาวะอับชื้นก็จะกระตุ้นให้เชื้อราเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้นผิดปกติ สภาวะน้ำท่วมขังภายในอาคารบ้านเรือนที่ปิดมิดชิด เป็นอีกสภาวะหนึ่งที่กระตุ้นการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณของเชื้อรา เชื้อราหลังน้ำลดเป็นกลุ่มเดียวกับเชื้อราที่ปกติพบตามอาคารบ้านเรือนที่อับชื้น เชื้อรากลุ่มนี้มีมากมายหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยมีอยู่เพียงไม่กี่สกุล เช่น สกุล Aspergillus, Cladosporium, Penicillium, และ Stachybotrys เป็นต้น ปกติสปอร์ของเชื้อราเหล่านี้ฟุ้งกระจายทั่วไปในอากาศอยู่แล้ว

ความเสียหายและปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเชื้อรา

ความเสียหายและปัญหาที่เกิดจากเชื้อราเหล่านี้ ประการแรกคือวัสดุที่เชื้อราอาศัยเจริญอยู่จะเสื่อมสภาพจากการที่ถูกเชื้อราย่อยไปเป็นอาหาร ซึ่งความเสียหายอาจเกิดมากน้อยแตกต่างไปตามชนิดของเชื้อราและวัสดุอาศัย เช่นรากลุ่มเห็ดทำให้วัสดุที่เป็นไม้ผุ ราขนาดเล็ก (mold) ทำให้กระดาษ ผ้า หรือหนังยุ่ย ประการที่สอง เส้นใยของเชื้อราที่เจริญอยู่ที่ผิววัสดุต่างๆ เมื่อรวมกันเป็นจำนวนมากจะปรากฎให้เห็นด้วยตาเปล่า หรือทำให้เกิดสีอันไม่พึงประสงค์ขึ้นบนวัสดุนั้นๆ เช่น เกิดรอยเปื้อนสีน้ำเงินในเนื้อไม้ (blue stain) รอยจุดสีดำในเนื้อผ้าหรือกระดาษ คราบสีขาวบนหนัง ประการที่สาม ชิ้นส่วนหรือสปอร์ที่เชื้อราสร้างขึ้นเพื่อแพร่กระจายพันธุ์ เมื่อฟุ้งกระจายไปในอากาศก็อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะกับระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล และอาจเกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจได้หากร่างกายอ่อนแอ ประการสุดท้าย เชื้อราที่พบในอาคารบ้านเรือนที่อับชื้นบางชนิด (เช่น Stachybotrys chartarum) สร้างสารพิษ (mycotoxin) ที่เป็นอันตราย ซึ่งเมื่อเชื้อรามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นผิดปกติจากสภาวะอับชื้นจากน้ำท่วมขัง ความเสียหายและปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็ย่อมรุนแรงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

group_

วิธีควบคุมและกำจัดเชื้อรา

วิธีในการควบคุมกำจัดเชื้อราหลังน้ำลด เริ่มจากการเปิดอาคารบ้านเรือนให้อากาศถ่ายเทตามธรรมชาติ เพื่อลดความชื้นนที่อบอยู่ภายใน (ไม่ควรใช้พัดลมเนื่องจากจะยิ่งทำให้สปอร์ของเชื้อราฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่) แล้วจึงทำความสะอาดภายในอาคารบ้านเรือน ก่อนลงมือทำความสะอาดควรแต่งกายให้มิดชิด สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมรองเท้าบูท สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัย (หรือใช้ผ้าปิดจมูกและสวมแว่นตา เพื่อป้องกันของเหลวที่อาจกระเด็นเข้าปากหรือตา) ทำการคัดแยกวัสดุสิ่งของภายในอาคารบ้านเรือนว่าสิ่งใดเสียหายมากจนต้องทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อรา (ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ เฟอร์นิเจอร์และตู้เสื้อผ้าที่ทำจาก Particle Board และ Medium Density Fiberboard (MDF) เหล่านี้มักเปื่อยยุ่ย หรือเสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้ รวมทั้งอุ้มน้ำเป็นแหล่งความชื้นของเชื้อรา) ก็ให้บรรจุใส่ถุงขยะ นำออกไปทิ้งหรือนำไปกำจัดก่อน ส่วนสิ่งของที่สามารถทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หากสามารถเคลื่อนย้ายออกไปทำความสะอาดนอกตัวอาคารได้ก็ควรกระทำ เพื่อลดการฟุ้งกระจายภายในอาคารในระหว่างการทำความสะอาด รวมทั้งอากาศที่ถ่ายเทภายนอกจะช่วยให้วัสดุสิ่งของเหล่านี้แห้งดียิ่งขึ้นภายหลังจากการทำความสะอาด

เริ่มทำความสะอาดคราบน้ำที่ติดตามพื้น ผนัง และอุปกรณ์เครื่องใช้ ด้วยน้ำยาล้างพื้น น้ำยาทำความสะอาดหรืออออผงซักฟอก (เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัสดุแต่ละประเภทโดยดูจากฉลาก) เนื่องจากคราบเหล่านี้มีอินทรีย์วัตถุที่เป็นแหล่งอาหารให้กับเชื้อราและจุลินทรีย์ที่อาจจะเข้ามาเจริญเติบโตภายหลัง รวมทั้งอาจมีเชื้อโรคที่มาปะปนกับน้ำอาศัยอยู่ หลังการทำความสะอาดเสร็จสิ้นแล้วจึงสำรวจความเสียหายที่เกิดจากเชื้อรา ลักษณะของเชื้อรามักปรากฎบนผนังหรือฝ้าเป็นคราบสีดำ สีเขียวเข้มหรือสีเหลือง เมื่อลูบจะติดมือมาเป็นฝุ่นสีดำคล้ายผงดินสอ หากความรุนแรงเกิดมากอาจพบกระจุกเส้นใยเชื้อรา ลักษณะเชื้อราบนวัสดุที่เป็นหนังมักเป็นรอยด่างสีขาว และลักษณะเชื้อราบนผ้ามักเป็นจุดหรือแถบสีดำ

การกำจัดเชื้อรามีหลายวิธี วิธีแรกที่ง่ายที่สุด คือการนำไปตากแดดจัด เพื่ออาศัยรังสีจากดวงอาทิตย์ฆ่าเชื้อรา วิธีนี้ใช้กับ หมอน เบาะ ฟูก ผ้า) วิธีที่สองคือการต้มในน้ำเดือด หรืออาศัยไอน้ำเดือดฆ่าเชื้อ วิธีนี้นิยมใช้กับเสื้อผ้า (ในห้องปฏิบัติการ นิยมใช้วิธีนี้ฆ่าเชื้อเครื่องมือและอุปกรณ์แทบทุกชนิด) วิธีที่สามคือการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา สารเหล่านี้ได้แก่ แอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70% (เช่น ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70% ที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป) หรือสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด์ความเข้มข้น 3% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ขายตามท้องตลาด (ความเข้มข้นของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ใช้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนที่ระบุตามฉลากของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด) วิธีใช้สารเคมีนี้เป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป เพราะวิธีการไม่ซับซ้อน ไม่จำกัดสถานที่ และสามารถใช้ทำความสะอาดวัสดุอุปกรณ์ได้หลากหลาย และวิธีสุดท้ายคือการอบฆ่าเชื้อราด้วยก๊าซ เช่น ก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์จากการให้ความร้อนแก่ฟอร์มาลีน หรือจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างฟอร์มาลีนกับด่างทับทิม วิธีนี้ใช้ทำความสะอาดในพื้นที่ปิด เช่นในห้องปิด ในโรงเรือนขนาดใหญ่ แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัย เนื่องจากการปฏิบัติค่อนข้างซับซ้อน และต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพราะเป็นอันตราย

ในที่นี้ขอแนะนำวิธีกำจัดเชื้อราโดยใช้สารเคมีของเหลว เช่น แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค วิธีการคือบรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อในกระบอกฉีดพ่นละอองน้ำ ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อราบริเวณที่สังเกตพบเชื้อรา แล้วนำผ้าสะอาดชุบน้ำ บิดให้แห้งหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด การเช็ดทำความสะอาดควรเช็ดไปในทางเดียว ไม่ควรถูไปมาเพราะจะทำให้เชื้อราฟุ้งกระจาย เช็ดและนำผ้าไปซักน้ำบ่อยๆ จนบริเวณที่ทำความสะอาดอยู่นั้นสะอาดขึ้น หลังการทำความสะอาด ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วตรวจสอบการเจริญของเชื้อราในหนึ่งสัปดาห์ หากพบว่าเชื้อรายังคงเจริญลุกลามมากขึ้นให้ทำซ้ำต่อเนื่องทุกสัปดาห์

ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นว่าเชื้อรามีการแพร่กระจายอยู่ตามธรรมชาติ การควบคุมเชื้อราอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องดำเนินการร่วมกับการรักษาระดับความชื้นในอาคารบ้านเรือนไม่ให้สูงผิดปกติ เช่น ให้อากาศได้ระบายถ่ายเท ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งการรักษาความสะอาดของที่พักอาศัยโดยรวม

ประกาศเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2554

ข่าวสารองค์กร