วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกที่แยกชนิดเชื้อไวรัสเด็งกี่ได้ทันที

โรคไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ ซึ่งมีอยู่ 4 ชนิด (ซีโรทัยป์) ในเขตที่มีการระบาด การเป็นโรคอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย แต่ผลของการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า โรคไข้เลือดออกมักพบในบริเวณที่มีการกระจายตัวของไวรัสเด็งกี่มากกว่า 1 ชนิด ความรุนแรงของโรคมักจะพบในเด็กที่มีการติดเชื้อซ้ำเป็นครั้งที่สอง ด้วยไวรัสเด็งกี่ที่ต่างชนิดกับการติดเชื้อครั้งแรก ดังนั้นการทราบชนิดของไวรัสเด็งกี่ในผู้ป่วย จึงมีประโยชน์ต่อการศึกษาทางระบาดวิทยาของโรคไข้เลือดออก การทำนายการระบาดของโรค รวมถึงการวางแผนควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ปัจจุบัน การตรวจหาชนิดไวรัสต้องทำโดยการเพาะเชื้อไวรัสและตรวจสอบด้วยโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่จำเพาะ ซึ่งใช้เวลาในการตรวจสอบนานประมาณ 5-7 วัน หรือ การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสโดยวิธี RT-PCR ซึ่งได้ผลเร็วกว่า (1-2 วัน) แต่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน และต้องการผู้เชี่ยวชาญในการตรวจวินิจฉัย ชุดตรวจโรคไข้เลือดออกเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถแยกชนิดของไวรัสได้

 Dr.Chanya Non Edit

ดร. ชัญญา พุทธิขันธ์ นักวิจัยไบโอเทค จากหน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ โดยความร่วมมือกับนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พัฒนาวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกที่ทราบชนิดของเชื้อไวรัสได้ทันที (Serotyping-NS1 ELISA) ซึ่งใช้หลักการตรวจหาโปรตีนชื่อ NS1 ของไวรัสเด็งกี่ ซึ่งจะใช้แอนติบอดีหลัก 2 ชนิดที่จำเพาะต่อโปรตีน NS1 โดยชนิดที่ 1 ติดอยู่กับถาดหลุม ทำหน้าที่จับกับโปรตีน NS1 ในเลือดของผู้ป่วย และ แอนติบอดีชนิดที่ 2 ซึ่งมีความจำเพาะต่อไวรัสเด็งกี่แต่ละชนิด ทำหน้าที่ตรวจจับโปรตีน NS1 ที่ถูกยึดไว้ โดยมีแอนติบอดีต่ออิมมูโนกลอบูลีนของหนูที่ติดฉลากเอนไซม์เป็นตัวตรวจวัดการเกิดปฏิกิริยาทั้งหมด

ชุดตรวจนี้สามารถใช้วินิจฉัยการติดเชื้อเด็งกี่ในผู้ป่วยได้ตั้งแต่ช่วงที่ยังมีไข้ ช่วยให้แพทย์ดำเนินการรักษาได้เร็ว มีประสิทธิภาพ วิธีนี้มีขั้นตอนที่ง่าย ทราบผลได้ภายใน 1 วันซึ่งเร็วกว่าวิธีมาตรฐานทั่วไป และที่สำคัญแอนติบอดีทุกชนิดที่จำเพาะต่อโปรตีน NS1 ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับการตรวจนี้สามารถผลิตได้เองในห้องปฏิบัติการ จึงสามารถช่วยลดต้นทุนจากการนำเข้าแอนติบอดีด้วย

 
gallery01
 
ผลงานนี้ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2556 จาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  และได้ดำเนินการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเพิ่มความไวและความแม่นยำของชุดตรวจ รวมถึงการพัฒนาต่อยอดให้อยู่ในรูปแบบที่ให้ผลการทดสอบได้เร็วกว่าเดิมมากขึ้น ซึ่งจะสามารถทราบผลได้ภายใน 15-30 นาทีเท่านั้น และกำลังอยู่ในระหว่างการเสาะหาผู้ผลิตที่มีศักยภาพในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการที่จะพัฒนาชุดตรวจนี้เพื่อไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างต่อไป
 
ประกาศเมื่อ 2 สิงหาคม 2556

ข่าวสารองค์กร