เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 คณะนักวิจัยไบโอเทค นำโดย ดร.สุมาลี กำจรวงศ์ไพศาล ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยชีววิทยาโมเลกุลทางการแพทย์ รับมอบทุนวิจัยแกนนำ ประจำปี 2560 จากโครงการวิจัยเรื่อง "โครงการค้นหาเป้าหมายยาใหม่และการพัฒนายาต้านมาลาเรียดื้อยา" โดยได้รับทุนอุดหนุนงานวิจัยจำนวน 19.99 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมี รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และ ศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และเลขานุการโครงการทุนวิจัยแกนนำ ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่ได้รับทุนเข้าร่วมแสดงความยินดี ณ อาคารสำนักงานกลาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

LRH
 
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีจำนวนผู้ป่วยโรคมาลาเรียลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี แต่ก็ยังคงไม่สามารถกำจัดเชื้อมาลาเรียให้หมดไปได้ หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือเชื้อมาลาเรียดื้อยา ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมียาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ที่สามารถควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อมาลาเรียดื้อยาได้ ทีมนักวิวิจัยไบโอเทคประสบผลสำเร็จในการพัฒนายาต้านมาลาเรีย P218 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างติดตามผลการประเมินความปลอดภัยในมนุษย์ และก้าวเข้าสู่แผนการทดสอบฤทธิ์ P218 ต่อการป้องกันการติดเชื้อมาลาเรียในมนุษย์ โดยโครงการวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อค้นหาเป้าหมายยาใหม่โดยวิธีประมวลผลการศึกษาคีโมจีโนมิคส์ และ การพัฒนายาใหม่ที่มุ่งเป้าเอนไซม์ไดไฮโดรโฟเลตรีดักเทส (DHFR) และเอนไซม์ไดไฮโดรเทอโรเอทซินเทส (DHPS) ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในชีวสังเคราะห์โฟเลตของเชื้อมาลาเรีย โดยมีเป้าหมายว่าจะได้สารอย่างน้อย 1-3 ชนิดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการพัฒนาในระดับพรีคลินิคต่อไป ผลความสำเร็ขของโครงการจะนำไปสู่การสร้างมิติใหม่ในการพัฒนายาในประเทศไทย และสร้างรากฐานที่สำคัญในการวิจัยพัฒนายารักษาโรคอื่น ๆ ต่อไป
 
LRH1

โดยผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นความร่วมมือวิจัยระหว่างคณะนักวิจัยไบโอเทค มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นอกจากนี้ รางวัลทุนวิจัยแกนนำอีก 1 รางวัล ได้มอบให้แก่ คณะนักวิจัยจากสถาบันวิทยสิริเมธี นำโดย ศ.ดร.มาโกโตะ โอกาวะ จากโครงการวิจัยเรื่อง “วัสดุนาโนไฮบริดและการออกแบบปฏิกิริยาการสังเคราะห์แสงประดิษฐ์” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงสำหรับปฏิกิริยาสังเคราะห์แสงประดิษฐ์วัสดุใหม่ที่จะมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการเร่งปฏิกิริยา และเพิ่มผลผลิตจากปฏิกิริยาให้มากขึ้นตามต้องการได้ นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานเชื้อเพลิงทางเคมี และพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์

LRH2

“ทุนนักวิจัยแกนนำ” เป็นทุนวิจัยที่ สวทช. มอบให้แก่นักวิจัยที่มีศักยภาพเทียบเคียงกับนักวิจัยระดับศาสตราจารย์ และเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการ รวมถึงมีทีมวิจัยที่มีความเข้มแข็ง และมีศักยภาพในการพัฒนาผู้ร่วมทีมวิจัยให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพอันจะนำไปสู่การยื่นจดสิทธิบัตร การผลิตผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติ และต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพต่อการแก้ปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคม อีกทั้งเพื่อเป็นแกนหลักในการผลิตบุคลากรวิจัยสู่วงการวิชาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดรับข้อเสนอโครงการเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2552 ให้การสนับสนุนปีละ 2 กลุ่มวิจัย กลุ่มละไม่เกิน 20 ล้านบาท มีระยะดำเนินงาน 5 ปี


ประกาศเมื่อ 18 ธันวาคม 2560

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ. สธ.) จัดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ทรัพยากรไทย ครั้งที่ 9 : ศักยภาพมากล้นมีให้เห็น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงาน และทอดพระเนตรนิทรรศการ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาเขตสระบุรี
 
1

ในโอกาสนี้ ไบโอเทค จัดนิทรรศการนำงานวิจัยเรื่อง โครงการศึกษาความหลากหลายและอนุกรมวิธานเห็ด พื้นที่ป่าชุมชนดงใหญ่ จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการจาก อพ.สธ. ในการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพเห็ดรา เพื่อเป็นฐานข้อมูลของชุมชนและประเทศ พร้อมกันนี้ ได้รวบรวมผลงานวิจัยด้านเห็ดรา อาทิ งานวิจัยความหลากหลายของเห็ดราในประเทศไทย การเพาะเลี้ยงเห็ดเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของทรัพยากร และงานด้านการใช้ประโยชน์จากเห็ดรา เช่น บรรจุภัณฑ์จากเส้นใยเห็ดและวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ย่อยสลายได้ง่ายในธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์อาหารและยา ที่ได้จากเห็ดรา เป็นต้น
 
2
นอกจากนี้ ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ยังได้นำโครงการระบบสื่อสาระออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทางไกล ร่วมจัดแสดงด้วย

3
 
การประชุมวิชาการและนิทรรศการทรัพยากรไทย จัดขึ้นโดยโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (โครงการ อพ.สธ.) โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานร่วมสนองพระราชดำริ ซึ่งจะมีการจัดการประชุมวิชาการและนิทรรศการเป็นประจำทุก 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชน ประชาชน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากร โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม 2560 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาเขตสระบุรี
 


ประกาศเมื่อ 4 ธันวาคม 2560

The International Foundation for Science-Southeast Asian Regional Center for Graduate Study and Research in Agriculture (IFS-SEARCA) Collaborative Research Grants 2016 เป็นทุนสนับสนุนนักวิจัยรุ่นเยาว์ให้เกิดการสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวน 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ ไทย ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม โดยมุ่งเน้นงานวิจัยการพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน โดยในปีนี้มีคณะนักวิจัยไบโอเทคได้รับทุน ดังนี้
1
ดร.อุมาพร เอื้อวิเศษวัฒนา นักวิจัยห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร หน่วยวิจัยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยทางชีวภาพ ภายใต้โครงการเรื่อง “Effects of biofloc technology application in white shrimp culture system on shrimp health and nutrition through gene and metabolite profiling analyses” โดยได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 15,000 USD ระยะเวลา 2 ปี (1 พฤษภาคม 2560 – 30 เมษายน 2562)

งานวิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาผลกระทบจากการใช้ประโยชน์จาก “ไบโอฟลอค” (กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์) ต่อสุขภาพกุ้ง และสารอาหารในกุ้ง เพื่อประโยชน์ในแง่โภชนาการ ที่ผ่านมาการศึกษาสุขภาพกุ้งในระดับโมเลกุลยังมีอยู่อย่างจำกัด ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสุขภาพกุ้ง ในด้านการเจริญเติบโต ระดับภูมิคุ้มกัน และสารอาหารในกุ้ง ด้วยตัวชี้วัดในระดับยีน และเมตาโบไลท์ โดยการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าวจะศึกษาภายใต้สภาวะที่มีการให้ไบโอฟลอค และการให้เชื้อแบคทีเรียก่อโรค เพื่อสร้างความเข้าใจถึงกลไกการตอบสนองของกุ้ง และเพื่อประเมินประโยชน์จากการใช้ไบโอฟลอคในการเพาะเลี้ยงกุ้ง ตัวชี้วัดในระดับยีน และเมตาโบไลท์ที่ได้พัฒนาจากงานวิจัยนี้ จะเป็นประโยชน์ในการประเมินสภาวะที่เหมาะสมของการใช้ไบโอฟลอค เพื่อส่งเสริมสุขภาพกุ้ง และสารอาหารในกุ้งได้ ซึ่งจะสามารถช่วยปรับปรุงวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งให้ทนต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สภาวะโลกร้อน เป็นต้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งมีความยั่งยืนต่อไป

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการย่อยภายใต้ชุดโครงการ Climate change adaptation strategy through application of biofloc technology for the improvement of productivity and environmental sustainability of white shrimp Litopenaeus vannamei production in South East Asia เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและประเมินความสามารถของจุลินทรีย์ในการประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงการเพาะเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน โดยชุดโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือกับ Dr. Magdalena Lenny Situmorang จากสถาบันเทคโนโลยีบันดุง (Institut Teknologi Bandung) ประเทศอินโดนีเซีย และ Dr. Jomar Fajardo Rabajante จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ วิทยาเขตลอส บานอส (University of the Philippines Los Baños) ประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่อ ทีม AQUASAFE

2
ดร.วลัยพร เจริญทรัพย์ศรี นักวิจัยห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง (เครือข่ายความร่วมมือระหว่างไบโอเทค และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ภายใต้โครงการเรื่อง “Climate change impact on the pathogenic Vibrio parahaemolyticus isolates causing acute hepatopancreatic necrosis disease (AHPND)” โดยได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 15,000 USD ระยะเวลา 2 ปี (1 กรกฎาคม 2560 – 30 มิถุนายน 2562)

ดร.ภคกุล สังข์สุริยะ นักวิจัยห้องปฏิบัติการอณูพันธุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์ ภายใต้โครงการเรื่อง “Impact of high temperature on shrimp immune response associated with acute hepatopancreatic necrosis disease (AHPND)” โดยได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 15,000 USD ระยะเวลา 2 ปี (6 มิถุนายน 2560 – 5 มิถุนายน 2562)
 
ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการย่อยภายใต้ชุดโครงการ Climate change and pathogenicity with emphasized on Vibrio parahaemolyticus causing acute hepatopancreatic necrosis disease (AHPND) in shrimp เพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อความรุนแรงในการก่อโรค AHPND ของเชื้อ Vibrio parahaemolyticus และความอ่อนแอของกุ้งในการต้านทานโรค AHPND ภายใต้สภาวะอุณหภูมิสูง รวมทั้งพัฒนาวิธีการเลี้ยงกุ้งที่สามารถแก้ปัญหาการระบาดของโรค AHPND ที่ใช้ได้จริงในระดับห้องปฏิบัติการ โดยเป็นความร่วมมือกับ นาย Vuong Viet Nguyen จากสถาบัน Research Institute for Aquaculture No.1 ประเทศเวียดนาม ภายใต้ชื่อ ทีม CHANGE

3
 
ดร.พรกมล อุ่นเรือน นักวิจัยห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีเอนไซม์ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์และชีวเคมีภัณฑ์ ภายใต้โครงการเรื่อง “Comparative techno-economic assessment and environment impacts of rice husk conversion technologies: Hydrothermal carbonization vs. Pyrolysis vs. Anaerobic digestion” โดยได้รับทุนสนับสนุนจำนวน จำนวนเงิน 15,000 USD ระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน

งานวิจัยดังกล่าวเป็นการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในการใช้แกลบเพื่อผลิตพลังงาน ซึ่งเทคโนโลยีการนำแกลบมาใช้เพื่อผลิตพลังงานเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และลดการพึ่งพาพลังงานจากปิโตรเลียม ดังนั้นข้อมูลความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจึงได้รับความสนใจในปัจจุบัน โครงการวิจัยมุ่งเน้นศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการใช้แกลบเพื่อผลิตพลังงาน 3 กระบวนการได้แก่ 1) hydrothermal carbonization 2) pyrolysis และ 3) anaerobic digestion โดยอาศัยแบบจำลอง techno-economy และ life cycle assessment (LCA) ในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชีวมวลและพลังงานที่ผลิตได้เพื่อประเมินความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์ของแต่ละกระบวนการ โดยการเปรียบเทียบในมุมมองของต้นทุนการผลิต (Production cost) ความยั่งยืน (Sustainability) และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม (Environmental Impacts) เช่น การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการต่อพลังงานที่ผลิตได้ เป็นต้น องค์ความรู้ที่ได้จะเป็นแนวทางในการคัดเลือกเทคโนโลยีการใช้ชีวมวลเพื่อผลิตพลังงานที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความเป็นไปได้ในทางเศรษฐศาสตร์

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการย่อยภายใต้ชุดโครงการ Development of Renewable Energy from Rice Husk to Mitigate Effects of Climate Change เพื่อศึกษาข้อมูลการใช้แกลบเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยชุดโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือกับ Dr. Elisabeth Rianawati จากสถาบัน Resilience Development Initiative (RDI) ประเทศอินโดนีเซีย, Dr. Bridgid Lai Fui Chin จากมหาวิทยาลัย Curtin university ประเทศมาเลเซีย และ Dr. Menandro N. Acda จากมหาวิทยาลัย University of the Philippines Los Banos ประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่อ ทีม RENEWABLE ENERGY

นอกจากนี้ทีม AQUASafe และ CHANGE ยังได้รับรางวัล Carolina MacGillavry Collaborative Research Award ซึ่งรางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่ได้จากการคัดเลือกข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพสูงสุด จากการจัดลำดับทีมวิจัยที่ได้รับทุน IFS-SEARCA จำนวน 12 ทีม ซึ่งในปีนี้มีเพียง 2 ทีมเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก IFS Annual Report 2016


ประกาศเมื่อ 31 ตุลาคม 2560

ดร.ธนธม ไชยลังการณ์ นักวิจัยห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี หน่วยวิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีแอนติบอดี ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย ประจำปี 2561 สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ระหว่างวันที่ 24- 29 มิถุนายน 2561 ณ เมืองลินเดา ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
 
1



สวทช. ได้รับสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระประสงค์ให้นิสิต นักศึกษา นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ของไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการประชุมผู้ได้รับรางวัล โนเบล ณ เมืองลินเดา เพื่อเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการ อีกทั้งได้มีโอกาสเรียนรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ จากประสบการณ์จริงของนักวิจัย และ/ หรือนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลในอดีตจำนวนมาก ที่ได้รับเชิญให้มานำเสนอผลงานในการประชุมดังกล่าว โดยหลังจากที่ สวทช. และผู้แทนสมาชิกมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา (Foundation Lindau Nobelprizewinners Meeting at Lake Constance) ได้คัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในขั้นต้นแล้ว จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป สำหรับปีนี้มีผู้ได้รับคัดเลือกทั้งสิ้น 6 คน ได้แก่ ดร.ธมธน ไชยลังการณ์ (นักวิจัยไบโอเทค) ดร.อิทธิ ฉัตรนันทเวช (นักวิจัยนาโนเทค) ดร.จีราพร ลีลาวัฒนชัย (นักวิจัยนาโนเทค) ดร.ชัยบุตร อริยะเชษฐ (นักวิจัยหลังปริญญาเอก Genome Institute of Singapore) นางสาวศุภิสรา ถิ่นธารา (นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ Vanderbilt University, USA) และ นายนิพิฐ เจริญงาม (นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล)

กิจกรรมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1951 โดยมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ได้รับรางวัลโนเบล กับเยาวชนและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ โดยได้เชิญผู้ได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Laureate) นักศึกษา และนักวิจัยจากทั่วโลก เข้าร่วมการประชุม โดยจัดขึ้นทุกปีหมุนเวียนไปตามสาขา ฟิสิกส์ เคมีและ สรีรวิทยาหรือการแพทย์ โดยที่ผ่านมา ในปี 2558 นางสาวทิพย์รำไพ ธรรมมงกุฎ ผู้ช่วยวิจัยไบโอเทค จากห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี หน่วยวิจัยไวรัสวิทยาและเทคโนโลยีแอนติบอดี เคยได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมประชุมดังกล่าว


ประกาศเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2560

ดร.วิรัลดา ภูตะคาม หัวหน้าห้องปฏิบัติการวิจัยจีโนม หน่วยวิจัยเทคโนโลยีจีโนม ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2560 จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จากผลงานวิจัยเรื่อง “การค้นหาและจีโนไทป์เครื่องหมายโมเลกุลสนิปแบบทั่วทั้งจีโนมด้วยเทคโนโลยี genotyping-by-sequencing (GBS)”

1
 
ดร. วิรัลดา และคณะ นำเอาเทคโนโลยี genotyping-by-sequencing (GBS) มาใช้ในการค้นหาเครื่องหมายโมเลกุลสนิป (single nucleotide polymorphism, SNP) ซึ่งเป็นกระบวนการค้นหาสนิปแบบทั่วทั้งจีโนม (genome-wide SNP discovery) ที่ผนวกเทคนิคการลดความซับซ้อนของจีโนมด้วยเอนไซม์ตัดจำเพาะ (genome complexity reduction) เข้ากับการใช้เทคโนโลยี next generation sequencing ในการหาลำดับเบส วิธี GBS เป็นเทคโนโลยีเดียวในปัจจุบันที่สามารถค้นหาและจีโนไทป์สนิปได้ในขั้นตอนเดียว ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถค้นหาและจีโนไทป์สนิปได้มากถึง 50,000 – 100,000 ตำแหน่งจากจีโนมพืชเศรษฐกิจ เนื่องจากวิธี GBS เป็นการค้นพบสนิปขึ้นใหม่ (de novo SNP discovery) จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพืชได้ทุกสปีชีย์ รวมถึงพืชที่ยังไม่มีข้อมูลทางจีโนมิกส์ การค้นหาและจีโนไทป์เครื่องหมายโมเลกุลสนิปด้วยเทคโนโลยี GBS ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้เทคโนโลยี GBS ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาสนิปสำหรับการตรวจเอกลักษณ์พันธุ์พืช และการตรวจความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะการจำแนกพันธุ์พืชที่มีฐานพันธุกรรมใกล้เคียงกัน โดยเทคโนโลยีการค้นหาและจีโนไทป์สนิปด้วยวิธี GBS จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจไทย เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง และมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของสินค้าทางการเกษตรในระยะยาวต่อไป

สำหรับในปีนี้ รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ได้มอบให้แก่ ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากผลงาน “หุ่นยนต์เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง” สำหรับนิทรรศการภายในงาน นอกจากนำเสนอผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยที่น่าสนใจซึ่งผ่านการคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายของรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่ “อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแบบท่อขดติดครีบเกลียว” โดย ศ.ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี “ต้นแบบโรงงานผลิตฮอโลแกรมสลักแบบครบวงจรเชิงพาณิชย์” โดย คุณอาโมทย์ สมบูรณ์แก้วและคณะ จากเนคเทค และ “แพลทฟอร์มพจนานุกรมอิเล็กทรอนอกส์เล็กซิตรอน” โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ และคณะ จากเนคเทค สำหรับผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ได้แก่ “เอนอีซ (ENZease): เอนไซม์ดูโอสำหรับการลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าฝ้ายแบบขั้นตอนเดียว” โดย ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ จากไบโอเทค และ “เทคโนโลยีการขยายกำลังงานสัญญาณวิทยุสำหรับอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย” โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง จากเนคเทค
 
2
มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เริ่มดำเนินการโครงการรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น และรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ขึ้นตั้งแต่ปี 2543 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรตินักเทคโนโลยีไทยที่มีผลงานดีเด่นทั้งในภาครัฐหรือภาคเอกชน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักวิชาการ และนักเทคโนโลยีที่มีความสามารถจำนวนมากในประเทศไทย ได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีของไทยให้สามารถแข่งขันในเชิงอุตสาหกรรม และเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกลไกในการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจังและต่อเนื่องของประเทศไทย โดยในปีนี้มีการแถลงข่าวเปิดตัวเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2560 โดย น.สพ.รุจเวทย์ ทหารแกล้ว ประธานคณะกรรมการรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ณ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน กรุงเทพมหานคร


ประกาศเมื่อ 31 ตุลาคม 2560

Page 1 of 2

ข่าวสารองค์กร