ดร.วรรณวิมล ศักดิ์เสมอพรหม นักวิจัยห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง ไบโอเทค ได้รับทุนวิจัย Royal Society-Newton Advanced Fellowship 2018 ซึ่งเป็นทุนร่วมสนับสนุนระหว่าง The Royal Society สหราชอาณาจักร และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประเทศไทย เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีสาหร่ายเซลล์เดียวเพื่อผลิตอาร์เอ็นเอสายคู่ในการใช้ควบคุมโรคกุ้งอย่างยั่งยืน” (Establishment of RNAi-based algal technology for sustainable disease control in shrimp cultivation) โดยมี ดร.วรรณวิมล เป็นหัวหน้าโครงการฝ่ายไทย และ Prof. Dr. Colin Robinson จาก University of Kent เป็นหัวหน้าโครงการฝ่ายอังกฤษ โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก The Royal Society ตลอดโครงการจำนวนประมาณ 3.33 ล้านบาท (74,000 ปอนด์) และ สกว. 1.50 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นตลอดโครงการประมาณ 4.83 ล้านบาท

003435

เทคโนโลยีอาร์เอ็นเออินเตอร์เฟียแรนซ์ (RNAi) เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพในการใช้ยับยั้งโรคที่เกิดจากไวรัส โดยใช้หลักการที่อาร์เอ็นสายคู่ (double-stranded RNA, dsRNA) สามารถรวมเข้ากับกลุ่มโปรตีนเพื่อเข้าทำลายเป้าหมายอย่างจำเพาะซึ่งได้แก่ยีนของไวรัส สาหร่ายเซลล์เดียว Chlamydomonas reinhardtii ได้รับความสนใจนำมาใช้เพื่อให้ผลิตสารชีวภาพที่สำคัญได้หลายชนิดซึ่งรวมถึง dsRNA ด้วย เนื่องจากสาหร่ายเซลล์เดียวชนิดนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Generally recognized as safe (GRAS) โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ให้ใช้เป็นอาหารได้ เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสาหร่ายชนิดนี้ไม่สร้างสารพิษที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้แล้ว กระบวนการทางพันธุวิศวกรรมของคลอโรพลาสต์สาหร่ายชนิดนี้เพื่อการผลิตสารชีวภาพมีการรายงานอย่างแพร่หลาย และด้วยคุณสมบัติการสังเคราะห์ด้วยแสงของสาหร่าย จึงทำให้สามารถใช้คุณลักษณะนี้ในการคัดเลือกสาหร่ายที่ได้รับการถ่ายยีนได้ จึงทำให้หลีกเลี่ยงการใช้สารต้านปฏิชีวนะในการคัดเลือกได้ งานวิจัยนี้จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับการต้านโรคไวรัสตัวแดงดวงขาวในกุ้ง โดยที่สาหร่ายยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่เอื้อต่อการเติบโตของกุ้งและสามารถใช้เป็นอาหารเสริมให้กุ้งได้โดยตรง จึงเป็นการขนส่ง dsRNA ที่สาหร่ายผลิตได้เข้าสู่กุ้งโดยไม่เป็นการเพิ่มต้นทุนและขั้นตอนให้แก่เกษตรกร และเป็นการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน

Newton Advanced Fellowship เป็นทุนภายใต้กองทุน Newton Fund ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลสหราชอาณาจักร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุนสนับสนุนแก่นักวิจัยที่จบปริญญาเอกไม่เกิน 15 ปี มีประวัติการทำงานวิจัยในเกณฑ์ดีและสร้างทีมวิจัย (หรืออยู่ระหว่างสร้างทีมวิจัย) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยกับนักวิจัยจากสหราชอาณาจักร โดย The Royal Society จะสนับสนุนงบประมาณจำนวนไม่เกิน 74,000 ปอนด์ หรือประมาณ 3.33 ล้านบาท และประเทศไทยโดย สกว. ร่วมสนับสนุนงบประมาณจำนวนไม่เกิน 1.50 ล้านบาท

ประกาศเมื่อ 19 ธันวาคม 2561

ดร. ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ นักวิจัยห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีเอนไซม์ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์และชีวเคมีภัณฑ์ ไบโอเทค ได้รับการคัดเลือกเป็น Young Affiliate ประจำปี 2561 ของ The World Academy of Sciences (TWAS) ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง Young Affiliates และ TWAS Fellows ในการเข้าร่วมประชุมต่างๆ ภายใต้โปรแกรม TWAS East and South-East Asia and the Pacific Regional Partner (TWAS-SAPREP) เป็นระยะเวลา 5 ปี (พศ. 2561 - 2565) โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่งานประชุม TWAS 14th General Conference & 28th general meeting เมือง Trieste ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา

TWAS1

ดร. ธิดารัตน์ เป็นนักวิจัยที่มีผลงานในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพเป็นจำนวนมาก โดยได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการผลิตเอนไซม์แบบครบวงจร และการใช้ประโยชน์เอนไซม์จากจุลชีพในกระบวนการทางอุตสาหกรรมมากว่า 10 ปี โดยมีความมุ่งมั่นในการนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาใช้ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ ทำให้สามารถสร้างทีมวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญตั้งแต่การคัดเลือกเอนไซม์ที่มีศักยภาพสูงในการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบการผลิตเอนไซม์ การทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ในสภาวะการทำงานต่างๆ รวมไปถึงการพัฒนากระบวนการผสมสูตรเอนไซม์ให้เหมาะสมต่อการนำเอนไซม์ไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชน และการพัฒนากระบวนการเก็บรักษาเอนไซม์ โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ในเชิงเทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่โดดเด่นของนักวิจัยไทยที่สามารถแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการพัฒนางานวิจัยทางด้านเอนไซม์ไปสู่การนำไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรมได้

TWAS2

The world academy of sciences (TWAS) เป็นสถาบันนานาชาติที่มุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ยั่งยืน โดยในแต่ละปี TWAS จะทำการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในฐานะ Young Affiliates จำนวน 25 คน จาก 5 ภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ 1) Arab Region (TWAS-AREP) 2) Central and South Asia (TWAS-CASAREP) 3) East and Southeast Asia and the Pacific (TWAS-SAPREP) 4) Latin America and the Caribbean (TWAS-LACREP) และ 5) Sub-Saharan Africa (TWAS-SAREP) ที่ประสบความสำเร็จก่อนอายุ 40 ปี โดยพิจารณาจากผลงานวิจัยที่มีความโดดเด่นและมีความเป็นไปได้ในการสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับโลกเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ TWAS รวมทั้งส่งเสริมการร่วมวิจัยและสนับสนุนเงินทุนในการทำวิจัยภายในเครือข่ายของ TWAS

ประกาศเมื่อ 19 ธันวาคม 2561

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ไบโอเทค-สวทช. ลงพื้นที่จังหวัดน่าน ชมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน59” โดยชุมชน ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวพัฒนาต่อยอดมาจากสายพันธุ์ กข6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกอยู่แล้วในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวให้มีความต้านทานโรคไหม้กว้างขึ้นและมีกลิ่นหอมด้วย โดยยังคงลักษณะต้นเตี้ยและให้ผลผลิตสูง ซึ่งสามารถใช้เครื่องจักรกลในการเก็บเกี่ยวได้ ตอบโจทย์การผลิตในยุคแรงงานด้านการเกษตรหายาก และค่าจ้างแรงงานสูง

DSC 5007

ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดย หน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว (หน่วยงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และไบโอเทค) มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีด้านโมเลกุลเครื่องหมายในการคัดเลือกและจำแนกสายพันธุ์ข้าว ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถในงานวิจัยด้านจีโนม ชีวสารสนเทศ และการปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ อันนำไปสู่การผลิตข้าวที่ยั่งยืนของประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยเน้นการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวของประเทศไทยให้มีคุณภาพดี ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการเจริญเติบโต เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง ดินเค็ม ดินกรด ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ได้มีการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวมาแล้วมากมาย อาทิ ข้าวหอมชลสิทธิ์ทนน้ำท่วมฉับพลัน ข้าวพันธุ์กข51 ทนน้ำท่วมฉับพลัน ข้าวพันธุ์ กข18 ต้านทานโรคไหม้ ข้าวเหนียวพันธุ์ธัญสิริน ข้าวเหนียว กข6 ต้นเตี้ยต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เป็นต้น โดยการพัฒนาพันธุ์ข้าว หน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ได้ทำงานร่วมมือทั้งกับกรมการข้าว และมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนในแง่ของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมเอง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในแง่ของการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เอง

DSC 5063

ด้าน นายสินธ์ พรหมพิชัย ประธานเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ พันธุ์ดีจังหวัดน่าน กล่าวว่า เครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ พันธุ์ดีจังหวัดน่าน เกิดจากการรวมตัวกันของ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในจังหวัดน่านทั้งหมด 11 เครือข่าย โดยมีมูลนิธิฮักเมืองน่านเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งจุดเริ่มต้นของการได้มาทำงานร่วมกับทาง ไบโอเทค สวทช. คือ การระบาดของโรคใบไหม้อย่างรุนแรงที่น่าน ทำให้เกษตรกรต้องการข้าวที่มีความต้านทานต่อโรคใบไหม้ จนกระทั่งทางกลุ่มได้รับพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติในการต้านทานโรคไหม้ และมีคุณภาพการกิน เท่าเทียมกับพันธุ์ กข6 จาก ไบโอเทค สวทช. จำนวน 25 สายพันธุ์ และมีการนำมาทดลองปลูกและคัดเลือกพันธุ์โดยเกษตรกร จนกระทั่งเกิดเป็นพันธุ์ข้าว “ธัญสิริน” ซึ่งเป็นชื่อพันธุ์ที่ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และต่อมา สวทช. ได้มีการสนับสนุนสายพันธุ์ข้าว กข6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เพื่อยกระดับการผลิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มฯ ซึ่งจังหวัดน่านเป็นกลุ่มแรกๆ ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ กข6 ต้นเตี้ยฯ และได้มีการนำไปปลูกแพร่หลายในหลากหลายจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี ต้านทานโรคและไม่หักล้ม

ต่อมาในปี พศ 2559 กลุ่มฯ ได้รับสายพันธุ์ข้าวเหนียว กข6 ต้นเตี้ยฯ ใหม่ จำนวน 20 สายพันธุ์ไปปลูกทดสอบในพื้นที่ จ.น่าน เปรียบเทียบกับพันธุ์ข้าวในพื้นที่ (พันธุ์ซิวแดง พันธุ์ธัญสิริน พันธุ์หอมทอง พันธุ์ก่ำเหนียว พันธุ์ก่ำเจ้า พันธุ์แม่โจ้ กข6 และพันธุ์ กข18) โดยเกษตรกรมีการดำเนินงานใน 10 พื้นที่ คัดเลือกได้ 3 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอายุการออกดอกใกล้เคียงกับ กข6 ดั้งเดิม มีการจัดประเมินคุณภาพเมล็ดทางกายภาพ และการกิน โดยมีทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมกันประเมิน คัดเลือกได้ 2 สายพันธุ์คือ เบอร์17 เบอร์ 18 และให้ชื่อว่า “น่าน59” และเพื่อเป็นการขยายผลการดำเนินงาน จึงมีการจัดกิจกรรม “วันเกษตรกรระดับเครือข่าย (Field Day)” เพื่อเชิญชวนเกษตรกรบริเวณใกล้เคียง หน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันฯ ผู้ใหญ่บ้านฯ รวมไปถึงกลุ่มผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์ มาเยี่ยมชมประเมินสายพันธุ์ข้าวใหม่ “น่าน59” นายสินธ์ พรหมพิชัย กล่าวเพิ่มเติม

DSC 4899
ดร.บุญรัตน์ จงดี หัวหน้าโครงการ การพัฒนาศักยภาพการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สวทช.
กล่าวว่า ข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน59” พัฒนามาจากข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ต้นเตี้ย ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เพื่อให้มีความต้านทานโรคไหม้กว้างขึ้นและมีความหอม โดยยังคงลักษณะต้นเตี้ยไว้ ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยข้าวพันธุ์น่าน59 สามารถต้านทานโรคไหม้แบบกว้างกับเชื้อทุกกลุ่มในประเทศไทย ต้านทานเชื้อโรคขอบใบแห้งจำนวน 11 กลุ่ม จากทั้งหมด 13 กลุ่ม มีความสูงประมาณ 110 เซนติเมตร ลำต้นแข็ง ไม่หักล้ม สามารถทนทานต่อแรงลมเนื่องจากมีขนาดลำต้นเตี้ย สามารถใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวแทนการใช้แรงงานคน ข้าวแตกกอดี ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 600-700 กิโลกรัมต่อไร่ และในพื้นที่ๆ มีความอุดมสมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตกว่า 1000 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดข้าวเรียว หลังขัดสีไม่แตกหัก มีคุณภาพการหุงต้มดีและมีความหอม นอกจากนี้ยังมีความเหนียวนุ่มคล้ายข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ จ.น่าน ได้ทดลองปลูกและได้ผลผลิตดี ทั้งนี้เป็นการลดการจ้างแรงงานด้านเกษตรที่เริ่มหายาก ได้พันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์เกษตรกรสร้างความเข้มแข็ง รายได้ และความยั่งยืนต่อไป

DSC 5078

ประกาศเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2561

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงาน “ขับเคลื่อน THAILAND 4.0 ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม: THAILAND 4.0 IN THE MAKING” เพื่อแสดงผลงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมด้วยวิทยาศาสตร์ฯ ใน 4 ด้าน “สร้างคน แก้จน เสริมแกร่ง สู่ภูมิภาค” โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะผู้บริหารหน่วยงานในกระทรวงฯ ซึ่งในโอกาสนี้ ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการไบโอเทค ได้เข้าร่วมงานในพิธีเปิดด้วย

thailand 4 0 in the making 01

ภายในงานไบโอเทคนำเทคโนโลยี Plant Factory และข้อมูลเกี่ยวกับ National Biobank ไปร่วมจัดแสดง พร้อมทั้งแสดงการนำทรัพยากรชีวภาพ และการนำเอาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อน BCG Model ที่ตอบโจทย์ THAILAND 4.0 ไปร่วมจัดแสดงอีกด้วย

Plant Factory หรือ ระบบการปลูกพืชในระบบปิดที่ควบคุมสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแสง คาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ ความชื้น ธาตุอาหาร เพื่อปลูกพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพสูง และมีมาตรฐาน มีสารสำคัญสูงสม่ำเสมอ มีเสถียรภาพในการผลิต ปลอดเชื้อ ปลอดสาร ปลอดภัย

thailand 4 0 in the making 06

National Biobank คือแหล่งจัดเก็บทรัพยากรชีวภาพด้วยกรรมวิธีและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทรัพยากรชีวภาพที่จัดเก็บนั้นยังคงความมีชีวิต และมีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ด้านการอนุรักษ์และการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น National Biobank จึงจัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในการเก็บรักษาทรัพยากรชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน

thailand 4 0 in the making 03

BCG Model โมเดลเศรษฐกิจใหม่ เป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่เพื่อเป้าหมายที่จะนำพาประเทศไปสู่ "THAILAND 4.0" เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด บนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน และแนวคิด BCG โมเดล ยังสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องครอบคลุมและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

thailand 4 0 in the making 07

งาน “ขับเคลื่อน THAILAND 4.0 ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2561 ณ สยามสแควร์ เพื่อแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย รวมทั้งสร้างความตระหนัก แรงบันดาลใจ ให้แก่ผู้เข้าชมงานในทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงเป้าหมายของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่กำลังเตรียมปรับเปลี่ยนเป็นกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

 

ประกาศเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2561

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 สวทช. และมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา “โครงการพัฒนากิจกรรมการเลี้ยงกุ้งขาวของฟาร์มทดสอบและสาธิตมีนเกษตร “สองน้ำ” มูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดฉะเชิงเทรา” ณ อาคารสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กรุงเทพฯ โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานลงนาม

mou nstda chaipat 1

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวทช. โดย ไบโอเทค ได้มีความร่วมมือชมรมเกษตรกรและสมาคมผู้เลี้ยงกุ้ง ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ในการทำงานวิจัยด้านสัตว์น้ำ ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์เพื่อพัฒนาอาหารและสารเสริมภูมิคุ้มกัน ระบบการเพาะเลี้ยง รวมไปถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคและสุขภาพสัตว์น้ำ ซึ่งความร่วมมือกับมูลนิธิชัยพัฒนานี้ ก่อให้เกิดโครงการพัฒนากิจกรรมการเลี้ยงกุ้งขาว ที่ฟาร์มทดสอบและสาธิตมีนเกษตร “สองน้ำ” โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างแนวทางการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน ด้วยการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและประสิทธิภาพที่มีอยู่ของฟาร์ม เช่น การเลี้ยงกุ้งในบ่อดินเชิงพาณิชย์ โดยคำนึงถึงความสมดุลกับสภาพแวดล้อม เน้นการควบคุมคุณภาพน้ำโดยสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างของเสียที่เกิดขึ้นในบ่อกับความสามารถของระบบบำบัดธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อ การเสริมสร้างสุขภาพกุ้ง และระบบการตรวจติดตามเชื้อก่อโรคที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้แก้ไขก่อนจะมีการระบาดของโรค เป็นต้น และในอนาคตก็จะได้มีการเชื่อมโยงผลงานวิจัยจากศูนย์แห่งชาติอื่นๆ ภายใต้สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาได้อีก

mou nstda chaipat 4

ด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นถือเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง เนื่องจากว่าปัจจุบันเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ต้องประสบกับอุปสรรคมากมาย ทำให้ไม่ได้ผลผลิตตามที่คาดหวังไว้ ดังนั้นต้องมีการนำเอาผลงานวิจัย และเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในการดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเอาชนะกับอุปสรรคต่างๆ และเพื่อเพิ่มผลผลิต นอกจากนี้ไม่ใช่เพียงแค่เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งหรือสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเกษตรกรด้านอื่นๆ ด้วย โดยทางมูลนิธิฯ มีโครงการอีกมากมายที่พร้อมเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรไทยต่อไป

mou nstda chaipat 5

โครงการฟาร์มทดสอบและสาธิตมีนเกษตร “สองน้ำ” มูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยพระองค์ทรงพระราชทานที่ดินแปลงดังกล่าวให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดทำเป็นแปลงสาธิตเกษตรผสมผสานโดยมีการทำนาร่วมกับการปลูกไม้ผลและเลี้ยงปลา เพื่อให้มีการศึกษาทดลองการทำนาข้าวในบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้เกษตรกรได้นำไปเป็นตัวอย่างในการปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังมีการทดสอบและขยายผลการเลี้ยงกุ้ง การเลี้ยงปลา การเลี้ยงกบ โดยนำเทคโนโลยีภาคสนาม ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์เข้าด้วยกัน และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้เพื่อเป็นรายได้ในการดำเนินโครงการต่อไป

mou nstda chaipat 2

ประกาศเมื่อ 31 ตุลาคม 2561
Page 1 of 2

ข่าวสารองค์กร