เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ไบโอเทค สวทช. นำผลงานวิจัยข้าวสายพันธุ์ใหม่ “ข้าวเจ้าพันธุ์หอมจินดา” และ “ข้าวเหนียวพันธุ์หอมนาคา” ร่วมจัดแสดงในนิทรรศการ "วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวและโคครบวงจร ในงาน เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 20 จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงาน ณ บริเวณสนามบิน มณฑลทหารบกที่ 27 ค่ายประเสริฐสงคราม จ.ร้อยเอ็ด

festival rice 2020 1
 
พันธุ์ข้าวใหม่ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ ปรับปรุงพันธุ์โดย ไบโอเทค สวทช. และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือก ทำให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีลักษณะดี ตรงตามความต้องการ โดย “ข้าวเจ้าพันธุ์หอมจินดา” ลักษณะมีกลิ่นหอม นุ่ม ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ต้นสูงปานกลาง ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 838 กิโลกรัมต่อไร่ และ “ข้าวเหนียวพันธุ์หอมนาคา” มีลักษณะขาวเหนียว กลิ่นหอม นุ่มเหนียวเมื่อหุงสุก ทนน้ำท่วมฉับพลัน ต้านทานโรคไหม้ ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ต้นสูงปานกลาง ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 930 กิโลกรัมต่อไร่

festival rice 2020 2
 
งานเทศกาลดังกล่าวได้จัดขึ้นต่อเนื่องทุกปีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ว่าข้าวหอมมะลิไทย โดยเฉพาะ“ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” เป็นข้าวที่ดีที่สุดที่ทั่วโลกต่างกล่าวถึงคุณค่าและคุณภาพของข้างหอมมะลิโดยเฉพาะที่ผลิตจากพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้กว่า 9 แสนไร่ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร สุรินทร์ และมหาสารคาม เป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งมีพัฒนาการตั้งแต่กระบวนการผลิตให้ได้คุณภาพ การแปรรูปตั้งแต่ขั้นต้นไปสู่ขั้นสูงที่นำนวัตกรรมมาต่อยอดแบบครบวงจร และเชื่อมโยงการตลาดข้าวหอมมะลิไทยไปสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศทุกช่องทาง นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในกระบวนการผลิต แปรรูปข้าว และอุตสาหกรรมด้านอาหาร เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสืบสานวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 ธันวาคม 2563 ณ บริเวณสนามบิน มณฑลทหารบกที่ 27 ค่ายประเสริฐสงคราม จ.ร้อยเอ็ด

ประกาศเมื่อ 29 ธันวาคม 2563

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมการข้าว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดการประชุมเวทีข้าวไทย ปี 2563 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานพิธีเปิดประชุม ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ

 

rice2020 1

 

ในงานนี้ สวทช. โดยไบโอเทคและเนคเทคร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำผลงานวิจัยไปร่วมในการจัดแสดง 2 เรื่อง คือ แอปพลิเคชันไลน์บอทโรคข้าว เพื่อการวินิจฉัยโรคข้าว โดยใช้การวิเคราะห์จากภาพถ่ายและปัญญาประดิษฐ์ผ่านไลน์บอท (Line Bot)พร้อมคำแนะนำในการแก้ไขโดยใช้เวลา 3 ถึง 5 วินาทีต่อภาพ ปัจจุบันสามารถวินิจฉัยโรคข้าวได้ 12 โรค ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบและประเมินประสิทธิภาพของระบบฯ ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แสดงความสนใจในการนำระบบฯ ให้ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส.ทดสอบและประเมินประสิทธิภาพของระบบฯ ด้วย และ ข้าวเจ้า “พันธุ์หอมจินดา”เป็นข้าวเจ้า มีกลิ่นหอม นุ่ม ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ต้นสูงปานกลาง ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 838 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบในพื้นที่ต่าง ๆ และจะขยายผลผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้กับเกษตรกร

 

rice2020 2

rice2020 3

 

โดยการประชุมเวทีข้าวไทย ปี 2563 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “อนาคตข้าว – อนาคตไทย” ซึ่งประกอบด้วย หัวข้อ ดังนี้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อข้าวและชาวนา ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวในมิติของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ ข้าวเพื่อการท่องเที่ยว (Rice-Tourism) โดยคาดหวังว่าผลของการประชุมจะทำให้ได้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับข้าวและชาวนาไทยต่อไป

ประกาศเมื่อ 25 ธันวาคม 2563

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปี 2563 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรม” 

 

NSTF1

 
ปีนี้ไบโอเทคได้นำองค์ความรู้เรื่องของโรค โควิด-19 และการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 รวมถึง ผลงานวิจัย ชุดสกัดอาร์เอ็นเอ (RNA) ของเชื้อไวรัสจากตัวอย่างแบบง่าย โดยใช้อนุภาคแม่เหล็ก (Magnetic bead) จับกับสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอ ซึ่งอาร์เอ็นเอที่สกัดได้มีความบริสุทธิ์สูง สามารถนำไปตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี RT-PCR หรือ LAMP ต่อได้ และ ชุดตรวจ COVID-19 One-step Colorimetric LAMP Detection Kit ตรวจโรค COVID-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 โดยนำเอาเทคนิคแลมป์ (LAMP) มาใช้ร่วมกับสีบ่งชี้ปฏิกิริยา Xylenol Orange หรือ XO เพื่อให้สามารถอ่านผลการตรวจได้ด้วยตาเปล่า มีความไว ความจำเพาะและความแม่นยำสูง และใช้เวลาทดสอบเพียง 75 นาที ร่วมแสดงโชว์ในงาน

 

NSTF2

 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ จากความร่วมมือของทุกหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เป็นโอกาสที่เยาวชนและประชาชนทั่วไปจะได้เข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบที่แปลกใหม่ สนุกสนาน ซึ่งจะก่อให้เกิดทัศนคติเชิงบวก กระตุ้นการคิดและการตั้งคำถาม แสดงถึงศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการอุดมศึกษา ที่นำสมัย สามารถสร้างความตื่นเต้น สร้างแรงบันดาลใจ และความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์แก่สังคมไทย

 

NSTF4

 

งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปี 2563 ปีนี้จัดแสดงในรูปแบบ HYBRID Event (On ground and Online Platform) รับชมได้ใน 2 ช่องทาง ได้แก่ On Ground Platform จัดแสดงระหว่างวันที่ 13-23 พฤศจิกายน 2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี และ Online Platform เปิดให้เข้าขม Virtual Science Fair ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ www.thailandnstfair.com

ประกาศเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2563 

 

สมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ร่วมกับสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และหน่วยงานพันธมิตร จัดนิทรรศการงานสัตว์น้ำไทย 2020 ภายใต้แนวคิด “สัตว์น้ำไทย ก้าวอย่างไร ให้ยั่งยืน” โดยมี ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานเปิดงานเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563

 

aq.1

 

งานสัตว์น้ำไทย ถือเป็นมิติใหม่ ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศ ภายในงานได้จัดสัมมนาให้ความรู้พร้อมทั้งมีนิทรรศการเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการ นวัตกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้กับเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยซึ่งปีนี้ไบโอเทคนำนวัตกรรรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมจัดแสดงหลากหลายผลงาน อาทิ ถังเลี้ยงปลานิลความหนาแน่นสูงระบบน้ำหมุนเวียน ที่สามารถเลี้ยงปลาได้ความหนาแน่นสูงถึง 40 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีระบบบำบัดน้ำเพื่อควบคุมคุณภาพน้ำ ลดความต้องการน้ำที่ต้องใช้ในระหว่างการเลี้ยงสัตว์ ชุดตรวจ blueAmp ตรวจโรคปลานิลและปลาทับทิม รวมถึงชุดตรวจโรคกุ้งในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชุดตรวจ EZEE GENE kit ชุดตรวจ LAMP PCR ชุดตรวจ AMP-Gold ชุดตรวจกุ้งตายด่วน เป็นต้น

 

aq2

 

 

นอกจากนี้ นักวิจัยไบโอเทค ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ และ ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ หัวหน้าทีมวิจัยทีมวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ ได้ให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ “ผลงานวิจัยเพื่อหาสารชีวภาพฆ่าเชื้อ EHP ในบ่อกุ้งขณะเลี้ยง” และร่วมวิเคราะห์ถอดบทเรียนแนวทางการเลี้ยงที่ไม่เป็นขี้ขาว

 

aq3

 

นิทรรศการงานสัตว์น้ำไทย 2020 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2-4 ธันวาคม 2563 ณ โรงแรมซันไรส์ลากูน โฮเทลแอนด์กอล์ฟ จังหวัด ฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ข้อมูลทางวิชาการ นวัตกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้กับเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เป็นการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย  ส่งเสริมการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการตลาดสัตว์น้ำภายในประเทศและตลาดโลก และเสริมสร้างความยั่งยืนในอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย

ประกาศเมื่อ 14 ธันวาคม 2563 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ พันธมิตร พัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียว “หอมนาคา” ขยายผลสู่เกษตรกร ในพื้นที่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพการผลิตข้าวคุณภาพตรงตามพันธุ์

 

DSC 9232
ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. โดย ทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ ได้มีการทำงานร่วมกับ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรมของประเทศ โดยเน้นด้านการพัฒนาพันธุ์พืช และการบริหารจัดการการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันไบโอเทค สวทช. เป็นเลิศทางด้านนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์แนวอณูวิธี (molecular breeding) กับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าว ซึ่งเน้นพัฒนาพันธุ์ข้าวตามความต้องการของผู้ผลิต ผู้บริโภค และความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และเน้นพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยที่ผ่านมา ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย อาทิ ข้าวพันธุ์เหนียวพันธุ์ธัญสิริน ข้าวเหนียว กข6 ต้นเตี้ยต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง ข้าวน่าน59 และ กข18 ต้านทานโรคไหม้ ซึ่งเผยแพร่ให้เกษตรกรทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อความมั่นคงในการบริโภคข้าวเหนียวของพื้นที่ และลดปัญหามลพิษจากสารเคมี พันธุ์ข้าวหอมชลสิทธิ์ทนน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ที่ผลผลิตสูงซึ่งเผยแพร่ให้เกษตรกรในภาคใต้โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความมั่นคงด้านอาหาร นอกจากนั้น เผยแพร่ให้เกษตรกรทั้งภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงน้อยลงและเพิ่มรายได้ สำหรับข้าวเหนียวหอมนาคา เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวใหม่ ที่มีคุณสมบัติพิเศษเหนือข้าวเหนียวชนิดไม่ไวต่อช่วงแสงในปัจจุบัน เช่น ทนต่อน้ำท่วม ทนแล้ง ต้านทานโรคไหม้และขอบใบแห้ง มีความหอมและนิ่ม เป็นต้น นอกจากนี้ ไบโอเทค สวทช. ยังได้ทำงานร่วมมือทั้งกับหน่วยงานภาครัฐ และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนในแง่ของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมเอง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในแง่ของการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เองอีกด้วย


DSC 9056
ด้าน ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา หัวหน้าทีมพัฒนาพันธุ์ข้าวของ ไบโอเทค ปัจจุบันรักษาการ รองผู้อำนวยการไบโอเทค ด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา ไบโอเทค สวทช. นำความเชี่ยวชาญทางด้านจีโนมและเครื่องหมายโมเลกุลมาใช้ในกระบวนการคัดเลือก (Marker- Assisted Selection, MAS) เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้รวดเร็วและมีลักษณะตามความต้องการที่เกื้อกูลการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียวของประเทศ เน้นไปที่ผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ผลิตเป็นหลักเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารแก่พื้นที่ที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก โดยได้พันธุ์ข้าวเหนียวนาปีหลายสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์ของเกษตรกร ปัจจุบันได้พัฒนาข้าวเหนียวที่เหมาะสำหรับนาปี และนาปรัง คือข้าวเหนียวสายพันธุ์ใหม่ “หอมนาคา” ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ทนแล้ง และต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง นอกจากนี้ยังมีลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ขนาดต้นสูงปานกลาง ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย สอดรับกับการทำนาสมัยใหม่และแนวโน้มการทำนาในอนาคตที่เครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่

DSC 9205

ดร.ธีรยุทธ กล่าวต่อว่า พันธุ์ข้าวเหนียวหอมนาคา มีคุณสมบัติเด่น คือ กลิ่นหอม และนุ่มเหนียวเมื่อหุงสุก สามารถปลูกได้ตลอดปี (ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง) เพราะเป็นข้าวไม่ไวแสง มีระยะเวลาในการปลูกประมาณ 130–140 วัน ให้ผลผลิตสูง โดยผลจากการทดลองปลูกพบว่า ในพื้นที่ภาคเหนือมีผลผลิต 800–900 กิโลกรัมต่อไร่ และภาคอีสานมีผลผลิตสูงถึง 700–800 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับข้าวเหนียวพันธุ์หอมนาคานี้ ทาง ไบโอเทค สวทช. ได้ยื่นขอหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว

DSC 8944

ดร.กัญญณัช ศิริธัญญา มูลนิธิรวมใจพัฒนา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2562 ได้มีการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในการนำไปปลูกทดสอบในแปลงเกษตรกร ในพื้นที่ จ.ลำปาง จ.พะเยา และ จ.เชียงราย รวมพื้นที่ประมาณ 95 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 807 กิโลกรัมต่อไร่ โดยในการปลูกทดสอบครั้งนี้ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานและตรงตามพันธุ์ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้เอง และเกิดการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมนาคาในอนาคต

DSC 9028
และในปี 2563 ได้มีการขยายผลการปลูกทดสอบร่วมกับสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด โดยจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวหอมนาคาให้ทางสหกรณ์ฯ จำนวน 400 กิโลกรัม สามารถปลูกได้จำนวน 58 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมปลูกจำนวน 6 คน ซึ่งทาง ไบโอเทค สวทช. ภายใต้โปรแกรมนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ได้ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร ดำเนินการอบรมเกษตรกรเรื่อง “การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี” โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 33 คน เพื่อสร้างความตระหนักและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการเพิ่มพูนและแลกเปลี่ยน ความรู้ระหว่างเกษตรกร ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพการผลิตข้าวคุณภาพตรงตามพันธุ์ และมีการบริหารจัดการแปลงที่ดีนำไปสู่การได้รับมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices)

คุณธีรภัทร์ คำสม ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวหอมนาคาจากไบโอเทค สวทช. กว่า 400 กิโลกรัม มาปลูกในพื้นที่อำเภอห้างฉัตร รวมจำนวนกว่า 58 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ของสหกรณ์ห้างฉัตรฯ 8 ไร่ และกลุ่มเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ รวม 50 ไร่ โดยผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในฤดูกาลแรกคาดว่าจะได้เป็นเมล็ดพันธ์ุข้าวคุณภาพดี 10-15 ตัน เพื่อปลูกในฤดูถัดไป และข้าวเปลือก 20-25 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกกันอยู่นานแล้ว

DSC 9111
“ข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 มีข้อเสียคือ มีความไวต่อแสง ลำต้นสูงหักล้มง่าย และปลูกได้เพียงครั้งเดียวต่อปีเท่านั้น ขณะที่ข้าวเหนียวหอมนาคามีลักษณะเด่นของพันธุ์ คือ ลำต้นเตี้ยแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่ายขึ้น ลดค่าแรงคนในการเก็บเกี่ยว และปลูกได้ 2 ครั้งต่อปี ทนต่อโรคได้ดี ที่สำคัญจากการทดลองนำข้าวเหนียวพันธุ์หอมนาคาที่เก็บเกี่ยวได้จากแปลงทดลองมาลองหุงกิน ยืนยันได้ถึงคุณภาพของข้าว เพราะหุงสุกแล้วมีความนุ่มหอมไม่ต่างจากพันธุ์ กข6 ที่มีจุดเด่นเรื่องความหอมและนุ่มนาน”

DSC 8687

ผู้จัดการ สหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีเกษตรกรในพื้นที่ให้ความสนใจสอบถามถึงพันธุ์ข้าวหอมนาคาจำนวนมาก เพราะเห็นถึงลักษณะเด่นของพันธุ์ข้าวที่มีลำต้นเตี้ย ไม่หักล้มง่าย และผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างดี ทำให้สหกรณ์ฯ เตรียมวางแผนขยายผล โดยจะถ่ายทอดให้ความรู้เกษตรกรในพื้นที่ตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับถ่ายทอดการผลิตจากทีมวิจัย สวทช. และเครือข่าย เพื่อกระจายเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรที่สนใจนำพันธุ์ข้าวเหนียวหอมนาคาไปปลูก เมื่อได้ผลผลิตแล้ว มีแผนวางจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุง โดยเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจำนวนหนึ่งสามารถนำข้าวมาสีที่โรงสีของสหกรณ์ฯ เพื่อจำหน่ายได้เลย โดยในเบื้องต้นวางจำหน่ายข้าวเปลือกราคา 30 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวสาร 35 บาทต่อกิโลกรัม ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด โทร.054-269062-3

ประกาศเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2563

Page 1 of 2

ข่าวสารองค์กร