เมื่อวันที่17 ธันวาคม 2558 นายแพทย์ปรีดา มาลาสิทธิ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการ“การวิจัยแบบบูรณาการเพื่อค้นหาชุดของสารบ่งชี้ทางชีวภาพชนิดใหม่ ที่นำไปสู่การประยุกต์ใช้กับการตรวจวินิจฉัย การพยากรณ์ความรุนแรงของโรค และการรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ”เข้ารับมอบทุนนักวิจัยแกนนำ ประจำปี 2558 จำนวน 20 ล้านบาท ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โครงการดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ จากทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับทีมนักวิจัยไบโอเทค ได้แก่ ดร. ชัญญา พุทธิขันธ์ ดร. ศันสนีย น้อยสคราญ ดร. ฐนียา รอยตระกูล ดร. ดำรง ไม้เรียง และดร. สิทธิรักษ์ รอยตระกูล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการศึกษากลไกและปัจจัยที่ส่งผลกับการเกิดโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากโปรตีนของไวรัสชื่อเอ็นเอสวัน (NS1)ซึ่งมีบทบาทในการเกิดความรุนแรงของโรค เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยวินิจฉัยและบ่งชี้ความรุนแรงของโรคได้

 Dr.Prida Malasit-2


นอกจากนี้ ทุนนักวิจัยแกนนำอีกหนึ่งทุนมอบให้แก่ ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญญาแก้ว คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากโครงการวิจัยเรื่องโครงสร้างควอนตัมนาโนกลุ่มแอนติโมนีสำหรับการพัฒนาตัวตรวจจับแสงอินฟราเรด

Dr.Prida Malasit


ทุนนักวิจัยแกนนำเป็นทุนที่มอบให้โดย สวทช. เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี2552มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มวิจัยที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพต่อการแก้ปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคม อีกทั้งเพื่อเป็นแกนหลักในการผลิตบุคลากรวิจัยสู่วงการวิชาการอย่างต่อเนื่อง

ประกาศเมื่อ 21 ธันวาคม 2558

แป้งที่ผลิตจากมันสำปะหลังจัดเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของมนุษย์ และถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปมันสำปะหลังและแป้ง จึงมีความสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังและแป้ง

ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) และศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวิจัยเกษตรกรรมเพื่อการพัฒนา จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติStarch Update 2015: The 8thInternational Conference on Starch Technology โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของงานวิจัย วิทยาการ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพด้านการแปรรูปมันสำปะหลังและแป้ง รวมถึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพการแปรรูปมันสำปะหลังและแป้งระหว่างนักวิจัยไทยและต่างประเทศเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและเกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบได้อย่างแท้จริง โดยในงานได้รับเกียรติจาก คุณยศวดี อึ้งวิเชียร ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ดร. กัญญวิมว์ กีรติกร ผู้อำนวยการไบโอเทค รศ. ดร. พูนพิภพ เกษมทรัพย์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Dr. Stéphane Roy, Attaché for Scientific and Higher Education Cooperation จากสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ร่วมเปิดงาน 

 

ในงานประชุมฯ มีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การนำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยในรูปแบบบรรยาย และโปสเตอร์ โดยมีวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ อาทิ Prof. Jay-lin JaneจากIowa State University ประเทศสหรัฐอเมริกา Dr. Waltraud Vorwerg จาก Fraunhofer Institute for Applied Polymer Research ประเทศเยอรมนี และ Dr. Agnes Rolland-Sabate จาก French National Institute for Agricultural Research (INRA) ประเทศฝรั่งเศส โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 160 คน จาก 14 ประเทศ 

 

งานประชุมนานาชาติ Starch Update 2015ครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่8จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม 2558 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ สวทช. ได้ผนวกงานประชุมสรุปการดำเนินงานวิจัยมุ่งเป้าเพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของประเทศด้านมันสำปะหลัง ประจำปี 2556 ซึ่งได้รับมอบหมายจาก คอบช. เข้าไว้ในงาน Starch Update 2015 โดยจัดขึ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2558

ประกาศเมื่อ 9 ธันวาคม 2558

โรคมาลาเรีย ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2557 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีรายงานจำนวนผู้ป่วยโรคมาลาเรียมากกว่า 30,000 ราย ถึงแม้จำนวนผู้ป่วยจะลดลงในแต่ละปี แต่ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อมาลาเรียให้หมดไปได้ ส่งผลให้มีการระบาดของโรคในพื้นที่เสี่ยงและยังคงมีผู้ป่วยซ้ำในทุกปี อีกทั้งยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในพื้นที่ทุรกันดารของประเทศไทยด้วย โรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อโปรโตซัวในกลุ่ม พลาสโมเดียม (Plasmodium) ที่อาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแดง โดยมียุงก้นปล่องเพศเมียเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงที่ได้รับเชื้อจากเลือดของผู้ป่วยไปกัดผู้อื่นก็จะทำให้เกิดการแพร่เชื้อต่อไป เชื้อก่อโรคมาลาเรียที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชนิด พลาสโมเดียม ฟัลซิพารัม (Plasmodium falciparum) และ พลาสโมเดียม ไวแว็กซ์ (Plasmodium vivax) โดยเชื้อทั้งสองชนิดนี้จะก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคมาลาเรียที่แตกต่างกัน รวมถึงการรักษา และระบาดวิทยาของเชื้อก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นการจำแนกชนิดของเชื้อ จึงมีความสำคัญต่อการเฝ้าระวังและการรักษาโรคเป็นอย่างมาก

คณะนักวิจัยไบโอเทค สวทช. ได้ศึกษาและพัฒนาเทคนิค “LAMP-LFD” สำหรับการตรวจหาเชื้อมาลาเรีย พลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม และ พลาสโมเดียม ไวแวกซ์ ในตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยโรคมาลาเรียขึ้น เพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่าย และสามารถนำไปใช้ทดสอบในพื้นที่จริงที่มีการระบาดได้ทันที โดยเทคนิคแลมป์ (LAMP) จะเป็นการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้อุณหภูมิในช่วง 60-65 ํC และเทคนิค lateral flow dipstick (LFD) เป็นเทคนิคการใช้แผ่นจุ่มวัดแบบง่าย จึงทำให้สามารถอ่านผลได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ชุดตรวจนี้ใช้เวลาในการตรวจรวมทั้งสิ้นเพียง 55 นาที ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์หรือเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่มีราคาแพง และไม่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

Researchers

คณะนักวิจัย (ซ้ายไปขวา) คุณวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย ดร. สุกัญญา ยงเกียรติตระกูล ดร. ดารินทร์ คงคาสุริยะฉาย

คณะวิจัยได้นำเทคนิค LAMP-LFD ไปทดลองใช้งานจริง โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อตรวจหาเชื้อมาลาเรียจากตัวอย่างเลือดที่ได้จากผู้ป่วย พบว่าเทคนิค LAMP-LFD มีค่าความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) ต่อเชื้อมาลาเรียแต่ละชนิดสูงมาก และนอกจากจะสามารถใช้ตรวจผู้ป่วยมาลาเรียแล้ว เมื่อนำเทคนิค LAMP-LFD ที่พัฒนาขึ้นนี้ไปใช้กับผู้ที่มีการติดเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการ ก็พบว่าสามารถตรวจหาเชื้อได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่เทคนิค LAMP-LFD จะถูกพัฒนาไปใช้ในการศึกษาด้านระบาดวิทยาของโรคมาลาเรียด้วย

LAMP-LFD malaria detection kit
Result
ชุดตรวจมาลาเรีย และการอ่านผล (ผลบวกขึ้น 2 แถบ ผลลบขึ้น 1 แถบ)
 
เทคนิค LAMP-LFD สำหรับตรวจหาเชื้อมาลาเรีย พลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม และ พลาสโมเดียม ไวแวกซ์ ได้มีการยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาให้เป็นชุดตรวจสำเร็จรูปที่สะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ คณะวิจัยยังมีแผนงานที่จะพัฒนาชุดตรวจสำหรับเชื้อมาลาเรียดื้อยาต่อไปในอนาคตอีกด้วย

 

ประกาศเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2558

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2558 ระหว่างวันที่ 14-25 พฤศจิกายน 2558 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการืวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิการยน 2558


ในงานนี้ไบโอเทค นำผลงานวิจัย แอปพลิเคชันราแมลง Thai-Fungi ไปจัดแสดง ซึ่งแอปพลิเคชันมีการรวบรวมข้อมูลราแมลงชนิดต่างๆ ที่สำรวจพบในประเทศไทยไว้กว่า 100 ชนิด เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ความหลากหลายของราในประเทศไทย เพิ่มช่องทางการเข้าถึงความรู้เหล่านี้ให้ง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2558 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรม” โดยการผนึกกำลังร่วมกันของ 9 กระทรวงจาก 7 ประเทศ โดยนำเสนองานวิจัยและนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานต่างๆ กว่า 100 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” พร้อมกันนี้เพื่อร่วมฉลองวาระสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้ปีนี้เป็น “ปีดินสากล” (UN International Year of Soils) และ “ปีสากลแห่งแสง” (UNESCO International Year of Light) ตามมติขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติอีกด้วย

ประกาศเมื่อ 1 ธันวาคม 2558

นักวิจัยไบโอเทค สวทช. ได้ศึกษาเชื้อราก่อโรคในแมลง จนค้นพบเชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) สายพันธุ์ BCC2660 ที่มีความสามารถทำลายแมลงปากดูดได้หลายชนิด เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยอ่อน และเพลี้ยแป้ง นอกจากนี้ยังพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อราบิวเวอเรียบนอาหารแข็ง โดยใช้ข้าวสารเป็นวัสดุเพาะเลี้ยง แทนการใช้ข้าวโพด เมื่อนำเชื้อราบิวเวอเรียที่ได้ไปทดสอบการควบคุมและกำจัดเพลี้ยที่ทำความเสียหายต่อ ข้าว มันสำปะหลัง และพืชผักสวนครัวในแปลงปลูก พบว่าสามารถควบคุมและกำจัดเพลี้ยศัตรูพืชดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

บ้านนาคู เป็นพื้นที่ใน อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยจะทำนาเป็นหลัก ปกติเกษตรกรบ้านนาคูจะทำนาปีละ 2 รอบ โดยไม่มีการพักดิน ทำให้ไม่มีการตัดวงจรการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแมลงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่ผ่านมาได้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่ อ.ผักไห่ สร้างความเสียหายกับต้นข้าวกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างยั่งยืน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) สำนักงานเกษตรอำเภอผักไห่ และสหกรณ์การเกษตรผักไห่ จำกัด นำความรู้ในการผลิตเชื้อบิวเวอเรีย ที่สามารถใช้ป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ถ่ายทอดสู่ชุมชนบ้านนาคู และผลักดันให้บ้านนาคู เป็น “หมู่บ้านบิวเวอเรีย” ต้นแบบหมู่บ้านแม่ข่าย ในการผลิตเชื้อบิวเวอเรีย

Beauveria

 จากการดำเนินงานในโครงการนี้ ทำให้กลุ่มเกษตรกรบ้านนาคู สามารถผลิต “เชื้อราบิวเวอเรีย” ได้ด้วยตนเอง และนำไปใช้ป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทดแทนการใช้สารเคมี ซึ่งมีราคาแพงและอันตรายต่อทั้งตัวเกษตรกรและผู้บริโภค รวมทั้งยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน

ประกาศเมื่อ 21 ตุลาคม 2558

Page 1 of 2

ข่าวสารองค์กร