sissades3ดร. ศิษเฎศ ทองสิมา หัวหน้าห้องปฏิบัติการชีวสถิติและสารสนเทศ สถาบันจีโนม ไบโอเทค ได้รับรางวัล The Meritorious Service Award จากงานประชุม 10th International Conference on Bioinformatics and Computational Biology (InCoB) - 1st ISCB-Asia Joint conference 2011  ซึ่งเป็นการจัดโดย Asia-Pacific Bioinformatics Network (APBioNet)  และ International Society for Computational Biology (ISCB) จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 30 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2554 ณ เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

The Meritorious Service Award เป็นรางวัลที่มอบให้กับบุคคลที่ได้ทำงานใน APBioNet และสนับสนุนงานวิจัย และการศึกษาทางด้าน Bioinformatics ผ่านกิจกรรมของ APBioNet อาทิ งานประชุมวิชาการ The International Conference on Bioinformatics (InCoB) ที่จัดขึ้นทุกปี

โดย ดร. ศิษเฎศ ได้ทำงานร่วมกับ APBioNet มาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี ในการเป็นผู้ประสานงานหลัก (Country Liaison) ของประเทศไทยในด้านวิชาการ และในปี 2553 ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการของ APBioNet ให้ทำหน้าที่เป็น Executive Committee (2554-2556)

นอกจากนี้ ดร. ศิษเฎศ ยังทำหน้าที่เป็นประธานร่วมของคณะกรรมการบริหารจัดการ (Organizing Committee) ของงานประชุม InCoB 2012 ซึ่งเป็นการจัดประชุมอย่างเป็นทางการของ APBioNet โดยในประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้จัดงานประชุมดังกล่าวใน เดือน ตุลาคม 2555

ประกาศเมื่อ 27 ธันวาคม 2555

 
 

pmm-person-52-0508

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 นิตยสารต่างประเทศ Chemistry World จัดพิมพ์โดย the Royal Society of Chemistry (RSC) ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัย ข่าวสารด้านธุรกิจนานาชาติ และนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ของภาครัฐในประเทศต่างๆ ตีพิมพ์เป็นวารสารและบริการข้อมูลบนเวบไซต์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ศ. ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค

บทสัมภาษณ์กล่าวถึงประเด็นต่างๆที่น่าสนใจ ได้แก่ ประสบการณ์ความท้าทายในการช่วยแก้ปัญหาหลักของประเทศไทย ครั้งเมื่อได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อนาคตของวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย การผลักดันวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลไทย รวมถึงที่มาของการศึกษาและความสนใจด้านมาลาเรีย ความสำเร็จและความภาคภูมิใจของ ศ. ดร. ยงยุทธ ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ “การที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ให้กับสังคมไทย และความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานวิจัยมาจนปัจจุบัน” 

 “ตั้งแต่เรียนด้านปฏิกิริยาเอนไซม์ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและได้กลับมาที่ประเทศไทย พบว่าในสมัยนั้น การศึกษาและความเข้าใจด้านเอนไซม์ยังไม่แพร่หลายนัก ความตั้งใจคือใช้ประสบการณ์ที่เรียนมาทางด้านนี้ช่วยแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งก็คือ โรคมาลาเรีย โดยศึกษาทางด้านเคมีและชีวเคมี ทำความเข้าใจวงจรชีวิตและกระบวนการของปรสิต เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยและพัฒนายาใหม่ เริ่มมีการตั้งกลุ่มวิจัยในด้านนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” ศ. ดร. ยงยุทธ ให้สัมภาษณ์ในประเด็นของความสนใจด้านมาลาเรีย

 สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ https://www.rsc.org/chemistryworld/News/2011/December/15121101.asp

 ประกาศเมื่อ 19 ธันวาคม 2554

โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และไบโอเทค

การที่น้ำ ”เน่าเสีย” หรือด้อยคุณภาพลง เนื่องมาจากเกิดการย่อยสลายของสารอินทรีย์ เช่น สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย (ในเขตชุมชน เมือง) หรือเศษซากพืช (บริเวณพื้นที่เกษตร เช่น นาข้าว สวน) ที่จมอยู่ใต้น้ำโดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติ ซึ่งขณะที่เกิดการย่อยสลายนั้นจะเกิดการใช้ออกซิเจนในน้ำ ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง (อาจจะเรียกว่าน้ำเริ่มเสีย) หลังจากนั้นสารอินทรีย์จะถูกย่อยสลายต่อโดยจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้อากาศต่อไป

ผลของการย่อยสลายครั้งนี้ จะเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) แอมโมเนีย หรืออาจเกิดกรดอินทรีย์ (ซึ่งก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยว) สภาวะของการย่อยสลายสารอินทรีย์นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของออกซิเจนในน้ำ

em_ball

โดยทั่วไปแล้วออกซิเจนในน้ำเกิดขึ้นจากการสังเคราะห์แสงของจุลินทรีย์ที่สังเคราะห์แสงหรือพืชน้ำและจากการถ่ายเทจากอากาศที่ผิวหน้า ซึ่งการถ่ายเทโดยธรรมชาตินั้นเป็นปัจจัยของ กระแสลม หรือความเร็วของน้ำ ดังนั้นในสภาพที่น้ำมีการไหลถ่ายเทจะช่วย ให้มีการถ่ายเทออกซิเจน

 

1) สำหรับพื้นที่ชุมชนเขตเมือง ในระยะที่มีน้ำท่วมและมีการไหลด้วยอัตราการไหลสูงมากนั้น ถ้าใต้พื้นน้ำมีสารอินทรีย์ หรือขยะสะสมอยู่ จุลินทรีย์ในน้ำจะย่อยสลายสารอินทรีย์โดยใช้ออกซิเจน ส่งผลให้คุณภาพน้ำลดลง โดยดูจาก ค่าการละลายของออกซิเจนในน้ำ (DO) จะลดลง และค่าบีโอดี (BOD) ซึ่งเป็นค่าที่บอกปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำจะเพิ่มขึ้น (ค่า DO ที่เหมาะสมไม่ควรต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าบีโอดีที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 2 มิลลิกรัมต่อลิตร)

การแก้ไข

ป้องกันการสะสมของสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย โดยการมีระบบการจัดเก็บ สิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยในพื้นที่ ออกมากำจัดให้เหมาะสม
เพิ่มออกซิเจนในน้ำ เช่น การทำน้ำตก การให้น้ำไหลเร็วปั่นป่วน การใช้เครื่องจักรให้อากาศ ฯลฯ
การเติมจุลินทรีย์หรือ EM ใน ช่วงนี้อาจไม่ส่งผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากความเข้มข้นของสิ่งสกปรกในรูป BOD ยังน้อย หรือเจือจางเกินกว่าที่จุลินทรีย์จะก้าจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความเร็วของน้ำทำให้จุลินทรีย์กระจายตัวในแหล่งน้ำมากจนเจือจางเกินไป
เมื่อน้ำเริ่มมีการทรงตัว หรือลดลง และกระแสน้ำเริ่มลดความเร็วลง จนถึงน้ำนิ่งในระยะนี้การถ่ายเทออกซิเจนในน้ำจะลดลง ถ้าที่พื้นใต้น้ำมีสารอินทรีย์สะสมอยู่ จุลินทรีย์จะย่อยสลายมากและออกซิเจนในน้ำลดลงจนสภาวะการย่อยสลายเริ่มเป็นแบบไม่ใช้อากาศ (DO ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร) น้ำเริ่มมีสีคล้ำขึ้นจนถึงดำ เริ่มมีกลิ่นเหม็น pH ของน้ำต่ำลง มีฟอง และตะกอนดำ ผุดขึ้นมา

การแก้ไข

กำจัด สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย ออกจากบริเวณน้ำขัง ไปกำจัดอย่างเหมาะสมนอกพื้นที่
เพิ่มออกซิเจน โดยการใช้เครื่องเติมอากาศ
การเติมจุลินทรีย์ หรือ EM ใน ช่วงนี้สามารถทำได้ แต่ระดับน้ำควรไม่เกิน 3 เมตร เนื่องมาจาก ถ้าระดับความลึกมากกว่า 3 เมตร ออกซิเจนจากอากาศและแสงแดดไม่สามารถแพร่ลงได้ถึงพื้น ท้าให้จุลินทรีย์ที่เติมลงไปท้างานไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรทำในพื้นที่จำกัด
2) สำหรับบริเวณพื้นที่การเกษตร ในกรณีพื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน เนื่องจากมีซากพืชจมน้ำซึ่งเป็นแหล่งสารอินทรีย์ปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาคือเกิดการย่อยสลายและดึงออกซิเจนในน้ำให้ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากระแสน้ำอาจไหลเร็ว แต่อาจจะไม่สามารถทำให้ออกซิเจนถูกถ่ายเทลงน้ำได้เพียงพอสำหรับการย่อยสลาย การแก้ไขนั้นควรเน้นทำเฉพาะในส่วนที่กระแสน้ำจากบริเวณดังกล่าวจะไหลเข้าชุมชน

การแก้ไข

การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เช่น ทำน้ำตก ทำให้น้ำไหลเร็วปั่นป่วน ใช้เครื่องจักรให้อากาศ ฯลฯ โดยควรทำก่อนเข้าเขตเมือง
การเติมจุลินทรีย์ในช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากความเร็วของน้ำทำให้จุลินทรีย์กระจายตัวในแหล่งน้ำมากจนเจือจางเกินไป
เร่งเอาเศษวัชพืชไปทำปุ๋ย ซึ่งช่วยทำให้มีสารอินทรีย์ในพื้นที่ท่วมขังน้อยลง
ในกรณีที่น้ำเริ่มลดระดับลง และมีน้ำท่วมขัง การเติมจุลินทรีย์หรือ EM ในช่วงนี้สามารถทำได้ในพื้นที่จำกัด
เมื่อน้ำลด น้ำถูกระบายลงลำคลอง ส่งผลให้สารอินทรีย์ไหลลงไปตกค้างในลำคลองและแหล่งน้ำจำนวนมาก ก่อให้เกิดน้ำในลำคลองเน่าเสียขึ้น ดังนั้นควรเตรียมการทำความสะอาดลำคลอง เช่น การขุดลอกคลอง การใช้น้ำดันน้ำ (flush) เพื่อให้มีการตกตะกอนของสารอินทรีย์ในน้ำลง และมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อจัดการเรื่องการเติมอากาศ จนระดับค่า DO เข้าสู่ภาวะปกติ DO > 4 มิลลิกรัมต่อลิตร นอกจากนี้ อาจใช้ระบบบึงประดิษฐ์ เพื่อลดมลภาวะก่อนที่จะปล่อยให้น้ำลงลำรางสาธารณะ (แนวคิดแหลมผักเบี้ย) การสังเกตและตรวจวัดคุณภาพน้ำ (Field test) เบื้องต้น ท้าโดย ดู สี กลิ่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) และค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO)

การทำงานของ EM

ในสภาพธรรมชาติจุลินทรีย์มีจำนวนมากหลากหลายชนิด แต่ละชนิดทำหน้าที่ต่างกัน EM หรือ Effective Microorganisms เป็นผลิตภัณฑ์มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น แนวความคิดเป็นการใช้กลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายสารอินทรีย์หลายชนิด เช่น กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติก ยีสต์ และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จุลินทรีย์ตัวหนึ่งสามารถย่อยสลายสายอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ให้เล็กลงหรือเปลี่ยนเป็นสารอื่น ซึ่งสามารถใช้เป็นอาหารสำหรับจุลินทรีย์กลุ่มอื่นได้ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้แสงช่วยเร่งปฏิกิริยาการย่อยสารอินทรีย์ได้

EM ถูกนำมาใช้หลากหลายทั้งทางด้านการเกษตร การประมงและสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อกรณีนั้นๆ (คือมีอาหารที่เหมาะสมสำหรับจุลินทรีย์กลุ่มนั้น) สามารถเจริญเติบโตได้ และสร้างสมดุลของกลุ่มจุลินทรีย์ใหม่ขึ้นให้ทำการย่อยสลายสารอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม EM ใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์ เนื่องจากหากไม่ทราบกลุ่มจุลินทรีย์ที่เริ่มต้นที่เหมาะสม ไม่มีจำนวนเชื้อที่เหมาะสมเพียงพอ ก็จะไม่มีประสิทธิภาพใดๆ
ข้อควรคำนึงของการใช้ EM ball ให้มีประสิทธิภาพ

ชนิด ปริมาณ และความสามารถของจุลินทรีย์ที่นำมาทำ EM ball ต้องเป็นชนิดจุลินทรีย์ที่เหมาะสม และไม่เก็บไว้นานจนเสื่อมสภาพ
EM เป็น กลุ่มจุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาพพัก (dormant state) อีกทั้งบางกรณีเป็นหัวเชื้อ ดังนั้น ก่อนการใช้งาน ต้องมีการปรับสภาพและขยายปริมาณเพิ่มจากหัวเชื้อให้ความเข้มข้นของจุลินทรีย์เหมาะสมกับการใช้งานก่อน
การใช้ต้องมีปริมาณการใช้ ต่อพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้จำนวนจุลินทรีย์มีความเข้มข้นเพียงพอ และระยะเวลาการเติมซ้้า
ความลึกของน้ำในพื้นที่ต้องเหมาะสม มีการเลือกพื้นที่ที่จำกัด
ควรมีการวิเคราะห์ลักษณะของพื้นที่ก่อนการด้าเนินการใช้ EM เนื่องจากในบางกรณีวิธีการอื่น เช่น การเติมอากาศอาจเหมาะสม มากกว่า หรือ ในบางกรณีจุลินทรีย์ในก้อน EM ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ทำให้ก้อน EM กลายเป็นของเสีย
ควรมีการควบคุมคุณภาพของ EM ที่น้ำมาใช้ในพื้นที่นั้นๆ เช่น ชนิด และปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่มี EM นั้นๆ
ควรมีการติดตามผล โดยการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เช่น ค่า DO ค่า BOD ค่า pH หลังจากขั้นตอนการบำบัด
ประกาศเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2554

โดย ดร. สายัณห์ สมฤทธิ์ผล
นักวิจัยห้องปฏิบัติการราวิทยา ไบโอเทค
สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก จัดเป็นจุลินทรีย์ประเภทหนึ่ง เชื้อราไม่สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตอาหารเองได้ แต่ได้รับอาหารจากการสร้างเอนไซม์ย่อยสลายวัสดุอาศัยแล้วดูดซึมเข้าสู่เซลล์ เซลล์ของเชื้อรามักรวมกันเป็นเส้นใย โครงสร้างเส้นใยของเชื้อราไม่ซับซ้อน ไม่มีระบบท่อลำเลียงน้ำ ทำให้เชื้อราต้องอาศัยความชื้นจากสิ่งแวดล้อมในการเจริญเติบโต ดังนั้นสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อราคือสภาวะที่อากาศไม่ระบายและมีความชื้นสูง หรือสภาวะอับชื้นนั่นเอง เชื้อราส่วนใหญ่แพร่กระจายพันธุ์โดยการสร้างสปอร์

4_1 

เชื้อรามีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ แต่หากเกิดสภาวะอับชื้นก็จะกระตุ้นให้เชื้อราเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้นผิดปกติ สภาวะน้ำท่วมขังภายในอาคารบ้านเรือนที่ปิดมิดชิด เป็นอีกสภาวะหนึ่งที่กระตุ้นการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณของเชื้อรา เชื้อราหลังน้ำลดเป็นกลุ่มเดียวกับเชื้อราที่ปกติพบตามอาคารบ้านเรือนที่อับชื้น เชื้อรากลุ่มนี้มีมากมายหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยมีอยู่เพียงไม่กี่สกุล เช่น สกุล Aspergillus, Cladosporium, Penicillium, และ Stachybotrys เป็นต้น ปกติสปอร์ของเชื้อราเหล่านี้ฟุ้งกระจายทั่วไปในอากาศอยู่แล้ว

ความเสียหายและปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเชื้อรา

ความเสียหายและปัญหาที่เกิดจากเชื้อราเหล่านี้ ประการแรกคือวัสดุที่เชื้อราอาศัยเจริญอยู่จะเสื่อมสภาพจากการที่ถูกเชื้อราย่อยไปเป็นอาหาร ซึ่งความเสียหายอาจเกิดมากน้อยแตกต่างไปตามชนิดของเชื้อราและวัสดุอาศัย เช่นรากลุ่มเห็ดทำให้วัสดุที่เป็นไม้ผุ ราขนาดเล็ก (mold) ทำให้กระดาษ ผ้า หรือหนังยุ่ย ประการที่สอง เส้นใยของเชื้อราที่เจริญอยู่ที่ผิววัสดุต่างๆ เมื่อรวมกันเป็นจำนวนมากจะปรากฎให้เห็นด้วยตาเปล่า หรือทำให้เกิดสีอันไม่พึงประสงค์ขึ้นบนวัสดุนั้นๆ เช่น เกิดรอยเปื้อนสีน้ำเงินในเนื้อไม้ (blue stain) รอยจุดสีดำในเนื้อผ้าหรือกระดาษ คราบสีขาวบนหนัง ประการที่สาม ชิ้นส่วนหรือสปอร์ที่เชื้อราสร้างขึ้นเพื่อแพร่กระจายพันธุ์ เมื่อฟุ้งกระจายไปในอากาศก็อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะกับระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล และอาจเกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจได้หากร่างกายอ่อนแอ ประการสุดท้าย เชื้อราที่พบในอาคารบ้านเรือนที่อับชื้นบางชนิด (เช่น Stachybotrys chartarum) สร้างสารพิษ (mycotoxin) ที่เป็นอันตราย ซึ่งเมื่อเชื้อรามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นผิดปกติจากสภาวะอับชื้นจากน้ำท่วมขัง ความเสียหายและปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็ย่อมรุนแรงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

group_

วิธีควบคุมและกำจัดเชื้อรา

วิธีในการควบคุมกำจัดเชื้อราหลังน้ำลด เริ่มจากการเปิดอาคารบ้านเรือนให้อากาศถ่ายเทตามธรรมชาติ เพื่อลดความชื้นนที่อบอยู่ภายใน (ไม่ควรใช้พัดลมเนื่องจากจะยิ่งทำให้สปอร์ของเชื้อราฟุ้งกระจายไปทั่วพื้นที่) แล้วจึงทำความสะอาดภายในอาคารบ้านเรือน ก่อนลงมือทำความสะอาดควรแต่งกายให้มิดชิด สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมรองเท้าบูท สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัย (หรือใช้ผ้าปิดจมูกและสวมแว่นตา เพื่อป้องกันของเหลวที่อาจกระเด็นเข้าปากหรือตา) ทำการคัดแยกวัสดุสิ่งของภายในอาคารบ้านเรือนว่าสิ่งใดเสียหายมากจนต้องทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อรา (ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ เฟอร์นิเจอร์และตู้เสื้อผ้าที่ทำจาก Particle Board และ Medium Density Fiberboard (MDF) เหล่านี้มักเปื่อยยุ่ย หรือเสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้ รวมทั้งอุ้มน้ำเป็นแหล่งความชื้นของเชื้อรา) ก็ให้บรรจุใส่ถุงขยะ นำออกไปทิ้งหรือนำไปกำจัดก่อน ส่วนสิ่งของที่สามารถทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หากสามารถเคลื่อนย้ายออกไปทำความสะอาดนอกตัวอาคารได้ก็ควรกระทำ เพื่อลดการฟุ้งกระจายภายในอาคารในระหว่างการทำความสะอาด รวมทั้งอากาศที่ถ่ายเทภายนอกจะช่วยให้วัสดุสิ่งของเหล่านี้แห้งดียิ่งขึ้นภายหลังจากการทำความสะอาด

เริ่มทำความสะอาดคราบน้ำที่ติดตามพื้น ผนัง และอุปกรณ์เครื่องใช้ ด้วยน้ำยาล้างพื้น น้ำยาทำความสะอาดหรืออออผงซักฟอก (เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัสดุแต่ละประเภทโดยดูจากฉลาก) เนื่องจากคราบเหล่านี้มีอินทรีย์วัตถุที่เป็นแหล่งอาหารให้กับเชื้อราและจุลินทรีย์ที่อาจจะเข้ามาเจริญเติบโตภายหลัง รวมทั้งอาจมีเชื้อโรคที่มาปะปนกับน้ำอาศัยอยู่ หลังการทำความสะอาดเสร็จสิ้นแล้วจึงสำรวจความเสียหายที่เกิดจากเชื้อรา ลักษณะของเชื้อรามักปรากฎบนผนังหรือฝ้าเป็นคราบสีดำ สีเขียวเข้มหรือสีเหลือง เมื่อลูบจะติดมือมาเป็นฝุ่นสีดำคล้ายผงดินสอ หากความรุนแรงเกิดมากอาจพบกระจุกเส้นใยเชื้อรา ลักษณะเชื้อราบนวัสดุที่เป็นหนังมักเป็นรอยด่างสีขาว และลักษณะเชื้อราบนผ้ามักเป็นจุดหรือแถบสีดำ

การกำจัดเชื้อรามีหลายวิธี วิธีแรกที่ง่ายที่สุด คือการนำไปตากแดดจัด เพื่ออาศัยรังสีจากดวงอาทิตย์ฆ่าเชื้อรา วิธีนี้ใช้กับ หมอน เบาะ ฟูก ผ้า) วิธีที่สองคือการต้มในน้ำเดือด หรืออาศัยไอน้ำเดือดฆ่าเชื้อ วิธีนี้นิยมใช้กับเสื้อผ้า (ในห้องปฏิบัติการ นิยมใช้วิธีนี้ฆ่าเชื้อเครื่องมือและอุปกรณ์แทบทุกชนิด) วิธีที่สามคือการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา สารเหล่านี้ได้แก่ แอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70% (เช่น ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70% ที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป) หรือสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด์ความเข้มข้น 3% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ขายตามท้องตลาด (ความเข้มข้นของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ใช้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนที่ระบุตามฉลากของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด) วิธีใช้สารเคมีนี้เป็นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป เพราะวิธีการไม่ซับซ้อน ไม่จำกัดสถานที่ และสามารถใช้ทำความสะอาดวัสดุอุปกรณ์ได้หลากหลาย และวิธีสุดท้ายคือการอบฆ่าเชื้อราด้วยก๊าซ เช่น ก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์จากการให้ความร้อนแก่ฟอร์มาลีน หรือจากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างฟอร์มาลีนกับด่างทับทิม วิธีนี้ใช้ทำความสะอาดในพื้นที่ปิด เช่นในห้องปิด ในโรงเรือนขนาดใหญ่ แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัย เนื่องจากการปฏิบัติค่อนข้างซับซ้อน และต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเพราะเป็นอันตราย

ในที่นี้ขอแนะนำวิธีกำจัดเชื้อราโดยใช้สารเคมีของเหลว เช่น แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค วิธีการคือบรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อในกระบอกฉีดพ่นละอองน้ำ ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อราบริเวณที่สังเกตพบเชื้อรา แล้วนำผ้าสะอาดชุบน้ำ บิดให้แห้งหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด การเช็ดทำความสะอาดควรเช็ดไปในทางเดียว ไม่ควรถูไปมาเพราะจะทำให้เชื้อราฟุ้งกระจาย เช็ดและนำผ้าไปซักน้ำบ่อยๆ จนบริเวณที่ทำความสะอาดอยู่นั้นสะอาดขึ้น หลังการทำความสะอาด ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วตรวจสอบการเจริญของเชื้อราในหนึ่งสัปดาห์ หากพบว่าเชื้อรายังคงเจริญลุกลามมากขึ้นให้ทำซ้ำต่อเนื่องทุกสัปดาห์

ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นว่าเชื้อรามีการแพร่กระจายอยู่ตามธรรมชาติ การควบคุมเชื้อราอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องดำเนินการร่วมกับการรักษาระดับความชื้นในอาคารบ้านเรือนไม่ให้สูงผิดปกติ เช่น ให้อากาศได้ระบายถ่ายเท ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งการรักษาความสะอาดของที่พักอาศัยโดยรวม

ประกาศเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2554

IMG_8369

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ศ.ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ และ รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานคณะกรรมการรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นฯ แถลงเปิดตัวนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2554 ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรมสยามซิตี้

IMG_8548 IMG_8357

ในปีนี้ รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่มี 2 รางวัล ได้แก่ ดร. นิศรา การุณอุทัยศิริ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ     ไมโครอะเรย์แบบครบวงจร หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร ไบโอเทค สวทช. จากผลงานการพัฒนาศักยภาพการผลิตไมโครอะเรย์ในประเทศไทย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่แอนติบอดีไมโครอะเรย์ (Antibody microarray) ซึ่งนำมาใช้ในการพัฒนาชุดตรวจการก่อโรคในอาหารและในเมล็ดพันธุ์ ทำให้ประหยัดเวลาและแรงงานในการตรวจ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสินค้าส่งออกที่มาจากประเทศไทยในตลาดโลก และ ดีเอ็นเอไมโครอะไรย์ (DNA microarray) ของกุ้งกุลาดำซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจของประเทศ เพื่อนำมาใช้ฟื้นฟูและปรับปรุงอุตสาหกรรมการเลี้ยงและส่งออกกุ้งกุลาดำ โดยงานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอาหารส่งออกและอุตสาหกรรมเกษตรเป็นอย่างมาก สำหรับรางวัล นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่อีกหนึ่งรางวัล ได้แก่ ผศ.ดร. อภินิติ โชติสังกาศ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากผลงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับวิศวกรรมปฐพี

รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น มี 2 รางวัล ได้แก่ ทีมนักวิจัยจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล “โครงการพัฒนาการผลิตวัคซีนโรคภูมิแพ้จากไรฝุ่นที่ได้มาตรฐานของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล” และ ดร. เกรียงไกร สุขแสนไกรศร วิศวกรใหญ่ ฝ่ายวิศวกรรมและเทคนิค บริษัท เอสซีจี ซีเมนต์ จำกัด ที่ร่วมมือกับบัณฑิตวิทยาลัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม พัฒนาพลังงานทางเลือก “เทคโนโลยีการผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากชีวมวล และเชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ”

มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดให้มีโครงการรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น และรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา โดยมุ่งหวังเชิดชูเกียรตินักเทคโนโลยีไทยที่มีผลงานดีเด่น ไม่ว่าจะเป็นนักเทคโนโลยีในภาครัฐ หรือภาคเอกชน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักวิชาการและนักเทคโนโลยีที่มีความสามารถจำนวนมากในประเทศไทย ได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีของไทยให้สามารถแข่งขันในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว 

ประกาศเมื่อ 6 ตุลาคม 2554

 
 
Page 1 of 2

ข่าวสารองค์กร