เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถลงข่าว “นักวิจัยไทยร่วมทีมนานาชาติ ตามรอยประชากรภูมิภาคเอเชีย สำเร็จ และได้รับการตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Science” ภายใต้โครงการ “Mapping Human Genetic Diversity in Asia” หรือ ตามรอยชาติพันธุ์ของประชากรภูมิภาคเอเชีย โดย ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกียรติเป็นประธาน และกล่าวว่า “ประโยชน์ที่ได้จากการทำวิจัยในครั้งนี้นำไปสู่ความเข้าใจด้านวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถนำเอาความรู้นี้ไปใช้ประโยชน์ในงานวิจัยด้าน ระบาดวิทยาพันธุศาสตร์ นิติวิทยาศาสตร์ และ พันธุศาสตร์ประชากร ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านโรคพันธุกรรมและการรักษาโรคต่อไปในอนาคตได้” 

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของกลุ่มนักวิจัยประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย มีนักวิทยาศาสตร์จำนวน 90 คน จาก the Human Genome Organization’s (HUGO’s) Pan-Asian SNP Consortium ได้แก่  สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์  ไต้หวัน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย นำโดยผู้อำนวยการ สถาบันจีโนมแห่งสิงคโปร์ ศาสตราจารย์ เอ็ดดิสัน ลิว (Professor Edison Liu) ได้ร่วมกันศึกษา ความหลากหลายทางชาติพันธุ์จากข้อมูล ความหลากหลายทางพันธุกรรมของมนุษย์ ร่วมกับข้อมูลพื้นเพ และข้อมูลการใช้ภาษาของแต่ละชนเผ่า ในภูมิภาคเอเชีย 73 กลุ่ม จำนวน 1928 คน สำหรับประเทศไทย นำทีมวิจัยโดย ศ. นพ. สุทัศน์ ฟู่เจริญ จากมหาวิทยาลัยมหิดล รศ. ดร. ดาวรุ่ง กังวานพงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ. นพ. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สวทช. และ ดร. ศิษเฎศ  ทองสิมา นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ผลงานวิจัยสำเร็จได้จากการ   วางแผนงาน 3 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่ 

1.     เก็บตัวอย่างเลือดของชนพื้นเมืองของแต่ละประเทศ ซึ่งในประเทศไทยนำทีมโดย รศ. ดร. ดาวรุ่ง กังวานพงศ์ ผู้ร่วมทีม คือ ดร. เมธวี ศรีคำมูล (ปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร) และ           ดร.จตุพล คำปวนสาย จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการเก็บตัวอย่างเลือดจากชาวเขาเผ่าต่างๆ  จำนวน 13 เผ่า ได้แก่ กะเหรี่ยง แม้ว เย้า ไทยวน ไทลื้อ ไทยอง ไทเขิน ลัวะ มอญ ถิ่น ปะหล่อง พล่าง และมลาบรี รวมทั้งสิ้น 256 คน

2.     ทำจีโนไทป์ด้วยเทคโนโลยี Affymetrix SNPArray 50K ที่ประเทศสิงคโปร์ โดย ดร.เมธวี ศรีคำมูล   ด้วยความสนับสนุนของ Genome Institute of Singapore ซึ่งมี Dr. Mark Seielstad เป็นผู้ดูแล เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย  ซึ่งช่วยให้การวิเคราะห์ดีเอ็นเอทำที่มีกระบวนการหลายขั้นตอน เป็นไปอย่างมีมาตรฐานและมีความถูกต้องแม่นยำ

3.     วิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างประชากร การย้ายถิ่น ความใกล้ชิดทางชาติพันธุ์  โดยผู้แทนประเทศไทยที่เข้าร่วมคือ ดร. ศิษเฎศ ทองสิมา นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ  (ไบโอเทค) อีกทั้งยังเป็นผู้นำในการสร้างฐานข้อมูลอีกด้วย

การศึกษานี้ได้ดำเนินการทั้งภายในและระหว่างกลุ่มประชากรในทวีปเอเชีย พบว่า ต้นกำเนิดพันธุกรรมของกลุ่มประชากร มีความสัมพันธ์อย่างมากกับชาติพันธุ์และกลุ่มชนที่ใช้ภาษาเดียวกัน การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามีการอพยพครั้งใหญ่หนึ่งครั้งของมนุษย์เข้าไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าจะเป็นการอพยพหลายระลอกจากทั้งทางใต้และทางเหนือ อย่างที่เคยมีผู้เสนอไว้ก่อนหน้า แสดงว่าประชากรมีการเคลื่อนย้ายจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปทางเอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือยิ่งไปกว่านั้น การค้นพบครั้งนี้ ยังเป็นพื้นฐานของการทราบเอกลักษณ์ของกลุ่มพันธุกรรม ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาพันธุศาสตร์และพันธุศาสตร์เภสัชกรรมในเอเชียอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นการตรวจสอบเชื้อชาติในแง่กฎหมาย การตรวจสอบ เอกลักษณ์บุคคล การตรวจสอบความเสี่ยงต่อการเกิดโรค การตรวจสอบประสิทธิผลของการใช้ยา และการตรวจ สอบการแพ้ยา เป็นต้น โดยความสำเร็จของการค้นพบครั้งนี้จะได้รับการตีพิมพ์ในระบบออนไลน์ของวารสาร Science ในวันที่ 10 ธันวาคม 2552 ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งตรงกับวันที่ 11 ธันวาคม ของประเทศไทย 

ศาสตราจารย์ เอ็ดดิสัน ลิว (Professor Edison Liu) หนึ่งในทีมผู้เขียนบทความ และผู้อำนวยการสถาบันจีโนม ประเทศสิงคโปร์ และประธานของ Human Genome Organization ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและผู้ประสานงานหลักของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า “การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ไม่เพียงแต่เป็นการร่วมมือกันทางวิทยาศาตร์เท่านั้น      แต่ยังมีการก่อตั้งเป็นกลุ่มสมาคมขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วยในประเทศแถบเอเชีย 10 ประเทศ ซึ่งมีความตั้งใจร่วมกันที่จะทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องงบประมาณที่จำกัด  วิธีทำงานที่แตกต่างกัน โดยอาศัยความร่วมมือ ความตั้งใจที่ดี และความเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรม” 

ด้าน รศ. นพ. ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รอง ผอ. สวทช. กล่าวว่า “สวทช. ได้ผลักดันและสนับสนุนการวิจัยด้านจีโนมและพันธุกรรมมนุษย์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว สำหรับในโครงการนี้ นอกจากมีส่วนร่วมในการเข้าร่วม   เจรจากับกลุ่มผู้ริเริ่มนานาชาติในช่วงต้นแล้ว ยังได้ดำเนินการประสานงานและผลักดันในเกิดการทำงานขึ้นระหว่างทีมนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ในประเทศไทย” 

ศ. นพ. สุทัศน์ ฟู่เจริญ ให้ความเห็นว่า “โครงการนี้เป็นการแสดงความสามารถทางด้านความร่วมมือของนักวิจัย ซึ่งไม่ว่าแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไร แต่งานวิจัยนี้ก็สามารถสำเร็จได้ และท้ายที่สุดจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าของมนุษยชาติในอนาคต” 

รศ. ดร. ดาวรุ่ง กังวานพงศ์ กล่าวว่า “เราใช้ประชากรในการศึกษามาจาก 13 กลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณอาสาสมัครทุกท่านที่ให้ตัวอย่างเลือดในการทำวิจัย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยชาวเขา และผู้นำชุมชนระดับกำนันและผู้ใหญ่บ้านที่ให้ความอนุเคราะห์และประสานงานเชิญอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ ด้วยความสนใจในงานวิจัยเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของตน โดยไม่มีปัญหาหรือความรู้สึกว่าเป็นการแบ่งแยกทางเชื้อชาติเลยแม้แต่น้อย” 

ดร. ศิษเฎศ ทองสิมา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการวิจัยขั้นพื้นฐานอย่างโครงการนี้นอกจากจะผลักดันให้เกิดความตื่นตัวในแง่ความร่วมมือแล้วยังเพิ่มศักยภาพของนักวิจัยได้จากการเรียนรู้การทำงานร่วมกับนานาประเทศ ข้อมูลและองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากโครงการสามารถนำไปต่อยอดงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อคนไทยได้ 

ความร่วมมือระดับนานาชาติภายใต้โครงการ “Mapping Human Genetic Diversity in Asia” หรือ ตามรอยชาติพันธุ์ของประชากรภูมิภาคเอเชีย แสดงให้เห็นถึงความความสามารถของนักวิจัยจากนานาประเทศในการร่วมมือกันทำงานด้านจีโนมและพันธุศาสตร์ร่วมกัน จนสามารถสร้างผลงานที่เกิดประโยชน์ในแต่ละประเทศและภูมิภาคเอเชีย         

PRESS

ประกาศเมื่อ 17 ธันวาคม 2552

 

 
 

392E4 Morakot

 

คณะกรรมการจัดการประชุม The Asia Pacific Biochemical Engineering Conference 2009 (APBioChEC'09) มีมติมอบรางวัล APBioChEC Award แด่ ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร. มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษาอาวุโส ไบโอเทค เนื่องจากเล็งเห็นว่า ศ.มรกตเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิ มีผลงานวิจัยในสาขาวิศวกรรมชีวเคมีอันทรงคุณค่า และมีประโยชน์เป็นที่ประจักษ์ทั้งในแวดวงการศึกษาวิจัย และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสาขาดังกล่าวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค รวมถึง เป็นผู้ให้การสนับสนุนการดำเนินการจัดการประชุมฯ มาอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการจัดการประชุมฯ จึงมีมติมอบรางวัลดังกล่าวแด่ ศ.มรกตฯ ทั้งนี้พิธีมอบรางวัลกำหนดให้มีขึ้นในการประชุมฯ ครั้งที่ 9 ณ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2552 

อนึ่ง การประชุม The Asia Pacific Biochemical Engineering Conference กำหนดจัดทุก 2 ปี โดยประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค เวียนกันเป็นผู้จัดการประชุม เริ่มตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา การประชุมปีนี้เป็นครั้งที่ 9 (APBioChEC'09) กำหนดจัดภายใต้หัวข้อ “Biotechnology for Sustainable Development” ณ Kobe International Conference Center เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 24-28 พฤศจิกายน 2552 https://www.apbiochec.jp/index.html

CC8E8 Morakot

ประกาศเมื่อ 3 ธันวาคม 2552

 

 

 

 

Z7264 Watcharaok

ศ.ดร.วัชระ กสิณฤกษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างไบโอเทค และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับคัดเลือกเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2552 จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและเป็นกำลังใจให้แก่บุคคลและหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีที่จะกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานอื่นๆ ถือเป็นแบบอย่างที่พึงปฏิบัติตาม ทั้งนี้ผู้ได้รับรางวัล จะได้เข้าเฝ้าฯ ทูลละอองพระบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ณ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ เพื่อรับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติ และเกียรติบัตร โดยรัฐบาลจะจัดงานแสดงความยินดีแก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลต่อไป

ศ.ดร.วัชระฯ เป็นผู้ที่มีผลงานวิจัยดีเด่นในด้านการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดี และการประยุกต์ใช้โมโนโคลนอลแอนติบอดีในด้านต่างๆ โดยสามารถผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพดีเด่นมาอย่างต่อเนื่องตลอด 15 ปีที่ผ่านมา อาทิ ผลงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาและการพัฒนาเทคโนโลยีชีวการแพทย์เพื่อผลิตแอนติเจนและแอนติบอดีสำหรับการวิจัยเพื่อการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย การป้องกัน รักษาโรค และการบริการ" ซึ่งได้รับเงินทุนส่งเสริมกลุ่มนักวิจัยอาชีพ สาขาวิจัยการแพทย์ จาก ไบโอเทค นอกจากนี้ ศ.ดร.วัชระฯ ยังมีผลงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาชุดน้ำยาตรวจนับเม็ดเลือดขาว CD4+ lymphocytes ที่ไม่ต้องใช้เครื่อง Flow Cytometer" และ "การพัฒนาชุด Immunochromatographic strip test เพื่อตรวจคัดกรองพาหะแอลฟ่าธาลัสซีเมีย" ซึ่งผลงานดังกล่าว ไบโอเทค ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาคเอกชนเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังเคยได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น สาขาวิทยาภูมิคุ้มกัน ประจำปี พ.ศ.2551 จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้รับการเชิดชูเกียรติเมธีส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation Ambassador) ประจำปี พ.ศ. 2552 : สาขาธุรกิจชีวภาพ จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ด้วย

ประกาศเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2552

 

 
 

เมื่อ วันที่20 พฤศจิกายน 2552 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับกลุ่มนิติกาญจนา ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสุกรใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย และกลุ่มนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีที่นำเชื้อจุลินทรีย์จากการศึกษาของนักวิจัยไบโอเทค สวทช. ไปทดลองขยายการเพาะเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรม ร่วมลงทุนด้วย  ในสัญญาดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุนในบริษัท เอส พี เอ็ม ไซเอ็นซ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตเชื้อจุลินทรีย์และอาหารสัตว์หมักชีวภาพในระดับอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศไทย  

สืบเนื่องจาก ดร.วรรณพ วิเศษสงวนและคณะวิจัยจากห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้ทำการวิจัยเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการหมักสำหรับใช้ในอาหารสัตว์ โดยคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์จากห้องปฏิบัติการเก็บรวบรวมสายพันธุ์จุลินทรีย์ ไบโอเทค ซึ่ง ดร.วรรณพ และคณะวิจัย ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเชื้อจุลินทรีย์ Bacillus subtilis เพื่อใช้เป็นหัวเชื้อตั้งต้นในการผลิตอาหารสัตว์หมักชีวภาพ มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถสร้างเอนไซม์ที่สำคัญเพื่อช่วยย่อยพันธะของแป้งและโปรตีนในวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้  ดังนั้นเมื่อสัตว์ได้รับอาหารที่ผสมเชื้อจุลินทรีย์ Bacillus subtilis จะช่วยให้สัตว์สามารถใช้อาหารได้มากขึ้น โตเร็ว แข็งแรง ทำให้เกษตรกรประหยัดต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์ ลดการใช้ยาในสัตว์ ลดการพึ่งพาอาหารเสริมชีวภาพจากต่างประเทศ 

สวทช. เห็นความสำคัญในการสนับสนุนให้งานวิจัยเกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และมุ่งหวังให้การร่วมทุนในครั้งนี้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสวทช.สู่ภาคอุตสาหกรรมในการบุกเบิกการผลิตเชื้อจุลินทรีย์และอาหารสัตว์หมักชีวภาพ ทั้งนี้การร่วมลงทุนในบริษัท เอส พี เอ็ม ไซเอ็นซ จำกัด ได้รับการสนับสนุนการร่วมลงทุนจากศูนย์ลงทุน สวทช.ในการจัดตั้งโรงงานของบริษัทฯ เพื่อผลิตเชื้อจุลินทรีย์และอาหารสัตว์หมักชีวภาพในระดับอุตสาหกรรมเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีจากความสามารถของนักวิจัยไทย ซึ่งโรงงานดังกล่าวพร้อมดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ปลายปี 2552 นี้ 

SP_Em

ประกาศเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2552 

 

 
 

Nisara News

ไบโอเทคขอแสดงความยินดีกับ ดร. นิศรา การุณอุทัยศิริ ผู้ได้รับทุนโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2552 (L’OREAL for Women in Science 2009) ในสาขา Life Science โดยการสนับสนุนของบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

 ดร. นิศรา นับเป็น “นักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่” ที่มีผลงานวิจัยที่โดดเด่นและน่าสนใจจากผลงานวิจัยเรื่อง “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไมโครอะเรย์ ในงานวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย”(Applications of Microarray Technology in Research and Development in Thailand) ปัจจุบัน ดร. นิศรา การุณอุทัยศิริ ปฏิบัติงานที่ห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร หน่วยปฏิบัติการวิจัยกลางไบโอเทค

ในปีล่าสุดนี้ โครงการฯ ได้คัดเลือกมอบทุนวิจัยให้แก่ “4 นักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่” ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science) จำนวน 2 ทุน ได้แก่ ดร. นิศรา การุณอุทัยศิริ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จากผลงานวิจัยหัวข้อ “การนำเทคโนโลยี ไมโครอะเรย์มาประยุกต์ใช้ในงานวิจัยและพัฒนาทางชีวภาพในประเทศไทย” และ รศ. ดร.อาทิวรรณ โชติพฤกษ์ จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากผลงานวิจัยหัวข้อ “การสกัดสารสำคัญทางชีวภาพจากพืชสมุนไพรไทยโดยใช้เทคโนโลยีของไหลวิกฤตกึ่งวิกฤตและของไหลวิกฤตยวดยิ่ง” และในสาขาวัสดุศาสตร์ (Material Science) จำนวน 2 ทุน ได้แก่ ผศ. ดร. อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากผลงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาฟิล์มพอลิแลคไทด์/ดินเหนียว นาโนคอมโพสิตเพื่อประยุกต์ใช้ในงานด้านบรรจุภัณฑ์อย่างอ่อน” และ ผศ. ดร.จูงใจ ปั้นประณต จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจากผลงานวิจัยหัวข้อ “การสังเคราะห์อนุภาคขนาดนาโนเมตรสำหรับการประยุกต์ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา” โดยผลงานวิจัยของทั้ง 4 ท่าน ได้รับการคัดเลือกเนื่องมาจากความโดดเด่นและประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากงานวิจัย

ดร. นิศรา เป็นนักวิจัยคนที่ 6 ของไบโอเทค ที่ได้รับรางวัลทุนวิจัยนี้ โดยในปีที่ผ่านมามีนักวิจัยไบโอเทคที่ได้รับรางวัลก่อนหน้านี้ได้แก่ ดร.อุบลศรี เลิศสกุลพานิช (2546) นางวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย (2548) ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร (2549) ดร. กัลยาณ์ แดงติ๊บ (2550) และ ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง (2551) ตามลำดับ

ทั้งนี้ “นักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่” ทั้ง 4 ท่าน เข้ารับรางวัลดังกล่าวในวันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2552 ณ พระราชวังพญาไท โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกียรติเป็นประธานโครงการ ทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์”เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย จำกัด และ สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ในการมอบทุนวิจัยทุนละ 200,000 บาท จำนวน 4 ทุน สำหรับสาขาวัสดุศาสตร์ (Material Science) จำนวน 2 ทุน และ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science) จำนวน 2 ทุน สำหรับสตรีวิทยาศาสตร์ที่มีอายุระหว่าง 25-40 ปี

ประกาศเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2552

 

 
 
Page 1 of 2

ข่าวสารองค์กร