(22 กันยายน 2569) ณ ห้องประชุมหนุมาน สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา และกองทัพบก จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขยายผลสู่การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ พัฒนาหลักสูตร และยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชานุมัติการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง 3 หน่วยงาน นำมาสู่พิธีลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการในวันนี้ โดยมี พลเอก เจษฎา ศรีสุภาพ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา รักษาการแทนกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติกล่าวต้อนรับและกล่าวถึงการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ตลอดจนผู้บริหารจากทั้งสามหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน
ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติไบโอเทค พร้อมด้วย ดร. วิรัลดา ภูตะคาม รองผู้อำนวยการด้านสนับสนุนวิจัย ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ พร้อมด้วยคณะผู้วิจัย เข้าร่วมร่วมเป็นสักขีพยาน และจัดแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีชีวภัณฑ์ (Biocontrol): นวัตกรรมการควบคุมศัตรูพืชทางชีวภาพเพื่อทดแทนสารเคมี
ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ มีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) โดยมีวัตถุประสงค์และขอบเขตหลัก ได้แก่ “การบูรณาการองค์ความรู้ วทน.” คือ การนำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) จาก สวทช. มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตร “การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ” จากการร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เช่น โครงการทหารพันธุ์ดีของกองทัพบก และพื้นที่ดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนา ให้พร้อมรองรับและปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ “การพัฒนาหลักสูตรและการถ่ายทอดความรู้” ที่เป็นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ด้าน วทน. ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่กำลังพล เกษตรกร และชุมชนเป้าหมายเพื่อสร้างความยั่งยืน “การแลกเปลี่ยนทรัพยากรและพัฒนาบุคลากร” โดยการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน กำลังพล งบประมาณ และเครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดจนการจัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า ความร่วมมือในวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีและเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้ามาเสริมแกร่งการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการทหารพันธุ์ดีและพื้นที่ขยายผลของมูลนิธิชัยพัฒนา
“การที่ สวทช. นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาถ่ายทอดให้กับกำลังพลและชุมชน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มาตรฐาน และสร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว”
พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า กองทัพบกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ สวทช. และมูลนิธิชัยพัฒนาในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดการดำเนินงานในโครงการทหารพันธุ์ดีและพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพบกทั่วประเทศ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาทักษะให้กับกำลังพลและเครือข่ายเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นการติดอาวุธทางปัญญาในการบริหารจัดการภาคการเกษตรสมัยใหม่ ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน ซึ่งกองทัพบกพร้อมสนับสนุนกำลังพลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการผสานจุดแข็งของทั้งสามหน่วยงานอย่างลงตัว โดยนำองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีของ สวทช. มาเชื่อมโยงกับเครือข่ายพื้นที่ของกองทัพบก และแนวทางการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในพื้นที่ มุ่งช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ทหารพันธุ์ดีและเกษตรกรในชุมชน ทั้งนี้ สวทช. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการ “สร้างคนควบคู่เทคโนโลยี” เพื่อบ่มเพาะทักษะและสร้างเครือข่ายแกนนำในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาตนเองและถ่ายทอดความรู้ต่อได้อย่างยั่งยืน โดย สวทช. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนทันทีในปีงบประมาณ 2570 ผ่านโครงการสำคัญ เช่น การพัฒนาศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์พืชผักและสมุนไพรครบวงจร (Training Hub) ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อสืบสานพระราชดำริด้านความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภัณฑ์เพื่อยกระดับสู่เกษตรปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม”
ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรทั้ง 3 หน่วยงาน โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนาสังคมตามแนวพระราชดำริ สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระดับประเทศ และกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงที่มีเครือข่ายพื้นที่และกำลังพลครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
ในการนี้ ไบโอเทค ได้ร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สู่โครงการทหารพันธุ์ดี จัดตั้งศูนย์ผลิต 6 แห่ง พร้อมส่งเสริมงานวิจัยพันธุ์มะเขือเทศ โดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค ร่วมกับนักวิชาการ สท. ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตและการใช้ชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมจัดตั้งศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์ภายใต้โครงการทหารพันธุ์ดี 6 แห่ง ได้แก่
- กองพลทหารราบที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่
- มณฑลทหารบกที่ 24 ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี
- ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายภูมิพล จังหวัดลพบุรี
- ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก
- มณฑลทหารบกที่ 38 ค่ายสุริยะพงษ์ จังหวัดน่าน
- กองพลพัฒนาที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา
การถ่ายทอดเทคโนโลยีประกอบด้วยการอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีผู้เข้าร่วมรวม 545 ราย เพื่อให้บุคลากรในโครงการทหารพันธุ์ดีและเครือข่ายเกษตรกรสามารถผลิตและใช้ชีวภัณฑ์ได้ด้วยตนเอง ผลการดำเนินงานพบว่า ศูนย์ทั้ง 6 แห่งสามารถผลิตก้อนเชื้อสดราบิวเวอเรีย ราเมตาไรเซียม และราไตรโคเดอร์มาได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร โดยมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์อื่นต่ำกว่าร้อยละ 5 ตามเป้าหมายที่กำหนด
ชีวภัณฑ์ที่ผลิตได้นำไปใช้กับพืชเศรษฐกิจ พืชผัก และสมุนไพรในพื้นที่เกษตรอินทรีย์ แปลงผักปลอดภัย และแปลงสมุนไพรของหน่วยทหารทั้ง 6 แห่ง อาทิ ถั่วพู กระเจี๊ยบเขียว มะเขือเทศ พริก และไม้ผล เพื่อช่วยจัดการแมลงศัตรูพืชและโรคพืช ลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร และส่งเสริมระบบการผลิตที่ปลอดภัย
นอกจากนี้ ไบโอเทคยังร่วมส่งเสริมงานวิจัยด้านการพัฒนาพันธุ์มะเขือเทศซันชายและแดงโกเมน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการผลิตในพื้นที่โครงการทหารพันธุ์ดี โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านพันธุ์พืชเข้ากับการจัดการแปลงเพาะปลูก ช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่กำลังพลและเครือข่ายเกษตรกรในการพัฒนาการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่
ศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์ทั้ง 6 แห่งยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่หน่วยงานและชุมชนโดยรอบ ขณะที่โครงการทหารพันธุ์ดีมีเครือข่ายดำเนินงานในหลายภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จึงสามารถขยายองค์ความรู้จากศูนย์ผลิตไปสู่พื้นที่อื่น เพื่อสนับสนุนการผลิตพืชที่ปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน โครงการทหารพันธุ์ดี ครอบคลุมพื้นที่หลักทั่วประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคหลัก เช่น ภาคเหนือ (เช่น กองทัพภาคที่ 3 มีหน่วยดำเนินการกระจายใน 17 จังหวัดเหนือ กว่า 61 หน่วยย่อย), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เช่น มณฑลทหารบกที่ 24 จ.อุดรธานี), และพื้นที่ภาคกลาง (เช่น ค่ายภูมิพล จ.ลพบุรี) โดยเป็นการขยายผลศูนย์เครือข่าย ที่มีการขับเคลื่อนจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะทางในค่ายทหารอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ศูนย์ชีวภัณฑ์โครงการทหารพันธุ์ดี ที่ขยายผลแล้วหลายแห่ง (อาทิ ศูนย์ที่ 2 ณ มทบ.24 จ.อุดรธานี และศูนย์ที่ 3 ณ ค่ายภูมิพล จ.ลพบุรี รวมถึงการเตรียมจัดตั้งที่จังหวัดน่าน) เพื่อทำหน้าที่เป็นฐานส่งต่อองค์ความรู้อย่างยั่งยืน